
ศักดินาเถื่อน !
24 มิถุนายน พ.ศ.นี้ ดูจะมีสีสันมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อกลุ่ม นปช.ประกาศการเคลื่อนไหว "ทวงคืนประชาธิปไตย ตามหาวันชาติไทย"
การตามหาวันชาติไทย ในสถานการณ์ภารกิจ "โค่นอำมาตย์" ยังไม่จบสิ้น ย่อมทำให้อีกฟากฝ่ายหนึ่งต้องเฝ้าเกาะติดการชุมนุมอย่างใกล้ชิด
แม้กลุ่ม นปช.จะพยายามยกระดับการต่อสู้ให้เป็นเรื่องของภาคประชาชนเพียวๆ ไม่เกี่ยวกับทักษิณ แต่พอเอาเข้าจริง ก็ยากที่จะไม่ "ขายทักษิณ" เพราะตลาดการเมืองสีแดง ต้องการ "ยี่ห้อทักษิณ" มากกว่ายี่ห้ออื่นใด
จึงสังเกตได้จากการชุมนุมของ นปช.ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะเสื้อแดงส่วนใหญ่รอรวมพลครั้งสำคัญ 27 มิถุนายน ตามคำเรียกร้องของหัวหน้าทักษิณ
อย่างที่เขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน "วัฒนธรรมประชาธิปไตยอุปถัมภ์" ได้หยั่งรากลึกในสังคมไทยมายาวนานกว่า 2-3 ทศวรรษ
ฉะนั้นวาระครบรอบ 77 ปีแห่งการปฏิวัติประชาธิปไตยแบบไทยๆ ในความเห็นส่วนตัวของผม มันก็แค่ "พิธีกรรม" หรือ "อีเวนท์การเมือง" ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จวบจนถึงปัจจุบัน เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองของ "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" อันเป็นการปกครองของอำมาตย์ โดยอำมาตย์ เพื่ออำมาตย์ เพิ่งเปลี่ยนไปในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เรียกระบอบการปกครองหลังเหตุการณ์เดือนตุลาคมว่า "ระบอบยียาธิปไตย" อันเป็นระบอบการปกครองของยี้ โดยยี้ เพื่อยี้
สำหรับผมแล้ว ขอเรียกมันว่า "ระบอบศักดินาเถื่อน"!
เนื่องจากพลังยียาธิปไตย เติบโตจากเนื้อดินอันอุดมด้วยการคอรัปชั่นทางตรงและทางอ้อม พวกเขานำเอาโภคทรัพย์เหล่านี้มาสร้างระบอบอุปถัมภ์ในทุกระดับและทุกชั้นชน
วัฒนธรรมประชาธิปไตยอุปถัมภ์ ถูกปลูกฝังตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบลหรือ อบต.เรื่อยมา จนถึงระดับประเทศ
นักเลือกตั้งเผ่าพันธุ์ยี้ คือเสียงข้างมากในรัฐสภา จึงมีคำกล่าวที่ว่า "ใครก็ตามที่คิดจัดตั้งรัฐบาลโดยปราศจากยี้ เป็นการสร้างวิมานในอากาศ"
อย่างเช่นความแตกต่างระหว่างยี้พูดภาษาเขมร กับยี้พูดภาษาอังกฤษ ก็ต่างกันเพียงแต่ Buffet Cabinet กับ High-Table Cabinet เท่านั้น
นับจากเดือนตุลาคม 2516 ถึงเดือนมิถุนายน 2552 ความสัมพันธ์ของ "พลังยียาธิปไตย" กับ "พลังอำมาตยาธิปไตย" คือเอกภาพของด้านตรงข้าม มีทั้งต่อสู้และร่วมมือกัน บางเวลาก็พึ่งพา หรือเกี้ยเซียะกัน บางเวลาก็ห้ำหั่นกัน
เหนืออื่นใด วันเวลาที่อยู่ในอำนาจของพลังยียาธิปไตยจะเริ่มยาวนานกว่าพลังอำมาตยาธิปไตย
อย่างการรัฐประหาร 19 กันยา ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "อำมาตย์" มีเวลาเล่นเกมอำนาจสั้นมาก และ "อำมาตย์" ตามไม่ทันเกมประชาธิปไตยแบบ "เผ่าพันธุ์ยี้"
ยกตัวอย่าง "เมืองสกลนคร" ยุคสงครามเย็น นี่คือหัวเมืองเอกในการต่อต้านลัทธิอันตรายของพลังอำมาตยาธิปไตย
แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ มันกลับกลายเป็นที่มั่นทางการเมืองของ "อภิมหาเศรษฐียี้" และคนรุ่นหลังไม่มีใครรู้จักผลงานการเมืองนำการทหารของ "อำมาตย์ใหญ่" เจ้าของคำขวัญ "ฟ้าเป็นของนก นายกฯ เป็นของป๋า"
นโยบายการเมืองเชิงอุปถัมภ์ ของมหาเศรษฐียี้ เป็นสิ่งที่จับต้องได้และฝังลึกอยู่ในใจชาวบ้านร้านถิ่น
นโยบายการเมืองเชิงอุปถัมภ์ ก็คือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมประชาธิปไตยอุปถัมภ์
ผมขอสแกน(กรรม)การเมืองไว้ล่วงหน้า ครบรอบ 88 ปีแห่งการปฏิวัติประชาธิปไตย ก็ยังหนีไม่พ้นเงาเผ่าพันธุ์ยี้ทุกสำเนียง
ไม่ว่าจะเป็นยี้สำเนียงอเมริกัน สำเนียงอังกฤษ สำเนียงทองแดง สำเนียงเขมร ฯลฯ
ขอให้เชื่อผมอีกสักครั้งนะครับ!
แคน สาริกา



