
ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดฯพิทักษ์ชีวิต18จว.ชายแดน
ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดฯ พิทักษ์ชีวิต18จว.ชายแดน : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง
มติที่ประชุมสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 60 ประกาศให้วันที่ 4 เมษายน ของทุกปี เป็นวันรณรงค์การจัดการ "ทุ่นระเบิดสากล" (International Day for Mine Awareness and Assistance in Mine Action) เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักถึงปัญหา และภัยจากทุ่นระเบิด
ทั้งนี้ ปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทยเป็นผลมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนในอดีต โดยมี "พื้นที่เสี่ยงภัย" รวม 27 จังหวัด ซึ่งติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา พม่า และมาเลเซีย โดยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยกว่า 5 แสนคน
ทว่า ปัจจุบันเหลือเพียง 18 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด โดยรัฐบาลไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา โดยจะต้องรายงานผลดำเนินงานด้านทุ่นระเบิดต่อเลขาธิการสหประชาชาติภายในวันที่ 30 เมษายน ของทุกปี
พล.ต.กิตติภพ มนูญนิมิตร รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหารกองบัญชาการกองทัพไทย (ศทช.ศบท.บก.ทท.) กล่าวถึงภารกิจสำคัญของทางหน่วยว่า ศทช.ศบท.บก.ทท. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการเก็บกู้ โดยมีหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (นปท.) กระจายอยู่ใน 4 พื้นที่ตามแนวชายแดน นอกจากภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทางหน่วยยังสนับสนุนให้กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) เข้าร่วมปฏิบัติงานในบางพื้นที่ โดยในปี 2544 ได้สำรวจพื้นที่ซึ่งอาจมีทุ่นระเบิดตกค้าง พบว่า มีพื้นที่ประมาณ 2,560 ตารางกิโลเมตร
จากนั้นได้มีการเก็บกู้ และปรับลดพื้นที่อันตรายอย่างต่อเนื่องจนมี "พื้นที่ปลอดภัย" ประมาณ 2,037 ตารางกิโลเมตร แต่ยังคงเหลือพื้นที่ที่จะต้องเก็บกู้อีกประมาณ 523 ตารางกิโลเมตร ใน 18 จังหวัดชายแดน
พล.ต.กิตติภพ เปิดเผยว่า หลังจากที่อนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้กับประเทศไทยแล้ว ได้มีการกำหนดให้ประเทศไทยต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2552 แต่เนื่องจากเป็นภารกิจที่ยากลำบาก มีความเสี่ยงสูง ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ รวมทั้งภูมิประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด
ประเทศไทยจึงขอขยายระยะเวลาการเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกไปอีก 9 ปีครึ่ง โดยมีกำหนดเวลาใหม่ที่ต้องดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2561
นอกจากภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว ทางอนุสัญญาฯ ยังได้กำหนดให้รัฐภาคีต้องทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ในคลังอีกด้วย ซึ่งไทยได้ดำเนินการทำลายทุ่นระเบิดที่เก็บสะสมไว้แล้ว จนหมดสิ้นตามพันธกรณีตั้งแต่ปี 2546
ส่วนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดที่อยู่ในฐานข้อมูล 1,328 คน โดยมีการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น การให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน การให้บริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย เป็นต้น
ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติฯ ยังได้ให้ความรู้ และแจ้งเตือนเกี่ยวกับอันตราย และวิธีป้องกันภัยจากทุ่นระเบิด โดยเน้นในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และชายแดนไทย-พม่า โดยมีผู้ผ่านการฝึกอบรมมากกว่า 5 แสนคน และมีผู้ประสบภัยลดน้อยลงทุกปี
พล.ต.กิตติภพ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติฯ ได้มุ่งมั่นทุ่มเทให้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี แต่ก็ยังคงมีทุ่นระเบิดที่ต้องเก็บกู้อยู่อีกจำนวนมาก และทางหน่วยยังได้แสวงหาความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอสนับสนุนการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยมีประเทศที่เคยให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทย อาทิ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา
สำหรับการจัดกิจกรรมปีนี้จะมีการทำลายทุ่นระเบิดที่ได้จากการเก็บกู้ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จำนวน 205 ทุ่น, ทุ่นระเบิดดักรถถัง TYPE 59 จำนวน 1 ทุ่น และสรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (ยูเอ็กซ์โอ) จำนวน 11 นัด
..............................
(หมายเหตุ : ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดฯ พิทักษ์ชีวิต18จว.ชายแดน : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)



