คอลัมนิสต์

สังคมไทยเปราะบาง

สังคมไทยเปราะบาง

17 เม.ย. 2557

สังคมไทยเปราะบาง : บทบรรณาธิการประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557

           หลังเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ของไทย มีหลายเรื่องที่อยู่ในจุดที่ยังน่าเป็นห่วงต่อสังคมไทย กรณีกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยภาวะครอบครัวไทยยุคใหม่ มีลักษณะสภาพเปราะบาง ปัญหาหย่าร้างสูงขึ้น ตัวเลขในปี 2555 มีคู่จดทะเบียนสมรสใหม่ 3 แสนกว่าคู่ มีคู่จดทะเบียนหย่ายุติชีวิตคู่ 1 แสนกว่าคู่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และพบว่าในรอบ 9 ปีเกิดครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้น ทั้งที่ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่มีบทบาทความสำคัญมากต่อสังคม ซึ่งสาเหตุการหย่าร้างสูง ประการแรกมาจากความตึงเครียดสภาพการทำงานและองค์ประกอบสิ่งรอบตัว ทำให้เกิดความขัดแย้งทะเลาะและถึงยุติการใช้ชีวิตคู่ ประการที่สองมาจากปัจจัยเชิงค่านิยมที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาตนเองได้ มีงานทำมีรายได้เลี้ยงตัวเองและรู้สึกว่าไม่ต้องพึ่งอีกฝ่ายก็ได้ ความอดทนจึงมีน้อยลง

           สถาบันครอบครัวเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคม เป็นหน่วยดูแลสมาชิกในครอบครัวในทุกด้านให้มีความมั่นคงและเข้มแข็ง เช่น ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ปัจจัยพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพ นอกจากนี้ทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดู กล่อมเกลา พัฒนาคนรุ่นถัดไป หากสถาบันครอบครัวทำหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพก็จะได้คนรุ่นถัดไปที่มีคุณภาพ แต่ทุกวันนี้ไม่เพียงปัญหาครอบครัวแตกแยกที่สูงขึ้นเท่านั้น สังคมยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาเยาวชนและเด็กจำนวนมากที่ไปเกี่ยวข้องยาเสพติด และอีกส่วนก็เป็นปัญหาเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมก่อเหตุทะเลาะวิวาทถึงขั้นเสียชีวิต รวมไปถึงเด็กและวัยรุ่นที่ติดเกมอีกจำนวนมากที่ต้องเร่งจัดการ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่บั่นทอนสังคมของประเทศถ้าไม่รีบแก้ไขเยียวยาจะส่งผลให้เราสูญเสียบุคลากรในอนาคตของชาติ   

           ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม ก็กำลังวางแผนในเรื่องของผู้สูงวัยที่สำรวจสภาวการณ์ทางวัฒนธรรมพบว่าเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ห่างไกลครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะการทอดทิ้งผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนสูงขึ้น และห่วงว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะในปี 2560 สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยมีแนวความคิดจัดกิจกรรมส่งเสริมจิตสำนึกให้เกิดความห่วงใยและใกล้ชิดผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น อาทิ ดึงผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาถ่ายทอดความรู้เรื่องภูมิปัญญาแก่เด็ก พร้อมเร่งส่งเสริมเรื่องความกตัญญู โดยเฉพาะกรณีการเกิดเหตุฆ่าพ่อ-แม่ ที่ปรากฏให้เห็นถี่ขึ้น สะท้อนว่าสังคมไทยป่วยจริง เพราะคนรุ่นใหม่ขาดความยับยั้งใจขาดคุณธรรม ถ้าสถาบันครอบครัวและเยาวชนล้มเหลวย่อมมีผลต่อสังคมและประเทศตามมาด้วย

           อีกประการที่สำคัญ คือปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลต่อสังคมอย่างมาก เพราะปรากฏว่าความแตกแยกแบ่งสีแบ่งขั้วได้มีอยู่ในทุกบริบทองค์กรของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถานที่ทำงาน เรียกว่าแทบจะเห็นไปทั่วทุกหัวระแหง และยิ่งสะสมทับถมจนหวั่นว่าจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง ทั้งที่ในอดีตเราเป็นสังคมที่มีความเกื้อกูลกันโอบอ้อมอารีกัน แต่เมื่อการเมืองมาถึงจุดที่ไม่มีฝ่ายใดยอมกัน ไม่มีการถอยคนละก้าว และดึงเอามวลชนเข้ามาเป็นฝั่งตนเอง กล่าวหาองค์กรอิสระ ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ยิ่งทำให้หนทางแก้วิกฤติตีบตันจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว จึงอาจสังเขปได้ว่าภาวะยามนี้สังคมไทยมาถึงจุดเปราะบางอย่างที่สุดแล้ว และถ้าคนไทยทุกคนไม่ช่วยกันก็คงหลีกไม่พ้นสังคมล่มสลาย