คอลัมนิสต์

ความเปราะบางของการเมืองแนวคุณธรรม

ความเปราะบางของการเมืองแนวคุณธรรม

25 มิ.ย. 2552

ชัยชนะจากการเลือกตั้งซ่อมเมื่อไม่กี่วันมานี้มักจะได้รับการอธิบายว่าเป็นเรื่องของอิทธิพลของทักษิณ โดยเฉพาะจากกระแสของการโฟนอินมากกว่าเรื่องอื่นๆ

 สิ่งที่ยังขาดการอธิบายก็คือจริงหรือที่ประชาชนนั้นนิยมในตัวทักษิณเสียจนไม่สามารถเลือกพรรคอื่นๆ ได้เลย หรือว่ามีเรื่องราวอีกจำนวนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการทักษิณนิยมนั้นเกิดขึ้นได้อีกครั้งที่สกลนคร

 คำตอบของผมก็คือ ชัยชนะของการเลือกตั้งซ่อมที่บางคนมองว่าเป็นเรื่องของทักษิณนิยมนั้นเกิดขึ้นภายใต้บริบทสำคัญของความเปราะบางของการเมืองแนวคุณธรรมซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 ประการแรก การเมืองแนวคุณธรรมที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นการเมืองที่มีสองหน้าตลอดเวลา นั่นก็คือ ในด้านหนึ่งภาพลักษณ์ของรัฐบาลและผู้นำจะต้องใสสะอาด แต่เอาเข้าจริง ก็ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลที่ตนรู้สึกว่าไม่ค่อยจะใสปิ๊งๆ มากนักทำงานในพื้นที่ให้

 ไม่นับว่าทุกคนต่างไม่ได้มีความสนใจว่าทั้งผู้โฟนอินฝ่ายหนึ่ง และผู้บัญชาการทัพอีกฝ่ายหนึ่งนั้นต้องคดีห้ามมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งคู่ แต่กลายเป็นว่าทั้งสองขับเคี่ยวกันราวกับสงครามตัวแทนที่ใครๆ ก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่มีความพยายามจะก้าวไปให้พ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้น

 ประการที่สอง การเมืองแนวคุณธรรมนั้นมีความเปราะบาง เพราะคำว่า "คนดี" นั้นเมื่อเข้าไปสู่บริบททางสังคมจริงๆ แล้ว ความเป็นคนดีอาจเกี่ยวพันกับเรื่องหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่ว่าโกง หรือไม่โกง โกหกหรือไม่โกหก แต่อาจหมายถึงการรักพวกพ้อง การไม่ทิ้งพวกพ้อง ซึ่งทำให้เห็นว่า "ความซื่อสัตย์" นั้นมีได้ในหลายมิติ และอาจรวมถึงมิติด้านความยุติธรรมด้วย

 ประการที่สาม การเมืองแนวคุณธรรมนี้กลับสู่ระบบเดิมก่อนการเมืองยุคปฏิรูปการเมือง กล่าวคือเป็นการเมืองที่พึ่งพากลไกการทำงานของกระทรวงมหาดไทยอย่างเปิดเผย ซึ่งแม้ว่าคราวนี้เลขาธิการพรรคแกนนำรัฐบาลจะไม่ได้คุมเองแต่ก็ทำให้เห็นได้ไม่ยากว่าการปล่อยให้พรรคพันธมิตรมาคุมกระทรวงดังกล่าวก็เพื่อแก้เกมและจัดการระบอบทักษิณที่เชื่อว่าฝังรากลึกลงไปในสังคมนอกพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถไปจัดการได้

 ทั้งที่สังคมลืมไปว่าการที่เรามี กกต.ขึ้นมานี้ก็เพื่อจะเข้ามาจับตากระบวนการเลือกตั้งที่มีการได้เปรียบเสียเปรียบจากการที่รัฐบาลคุมกระทรวงมหาดไทยนี่แหละครับ (เขียนเช่นนี้ไม่ใช่ว่าระบอบทักษิณไม่ทำ เพราะในยุคทักษิณ พี่แกคุมกระทรวงทุกกระทรวงเองอีกทีหนึ่งเลยครับ โดยเฉพาะการทัวร์นกขมิ้นต่างๆ)

 ประการที่สี่ เรื่องที่สำคัญก็คือ ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่เราต้องพยายามขบคิดกันต่อ กล่าวคือ เราจะเชื่อมโยงผลของการเลือกตั้งซ่อมกับผลคะแนนความนิยมของรัฐบาลได้แค่ไหน ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการเชื่อมโยงผลว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่

 แต่อยู่ที่ว่าถ้าแกนนำรัฐบาลยังรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องของพื้นที่เดิมของ "พรรคร่วมรัฐบาล" โดยไม่ได้ลงไปช่วยชี้แจงว่าพรรคเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้นก็ต้องคือธุระของรัฐบาลที่จะลงไปสู้ศึกในครั้งนี้ในท่าทีที่ไม่ต่างไปจากการส่งตัวแทนพรรคของตัวเองลงไปหรือ "พรรครัฐบาล"

 เราก็คงเริ่มเห็นจุดเปราะบางต่างๆ ของรัฐบาลนี้เมื่อเผชิญกระแสการเลือกตั้งที่เป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในแบบประชาธิปไตย

 และก็คงทำให้มั่นใจได้ว่าภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลและผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลปัจจุบันทั้งหลายก็คือทำอย่างไรที่จะทำให้การเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นช้าที่สุด และจะทำอย่างไรที่จะเตรียมตัวให้ตนได้เปรียบจากการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้มากที่สุดในเวลาเดียวกัน