
บทพิสูจน์ข้าของแผ่นดิน
บทพิสูจน์ข้าของแผ่นดิน : บทบรรณาธิการประจำวันที่16เม.ย.2557
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังเผชิญกับความท้าทายถึงท่าทีในการปกป้องสถาบัน เพราะการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 คดีหมิ่นเบื้องสูง ที่โกตี๋ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อต่างประเทศพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงและค่อนข้างชัดเจน จนกระทั่งมีการออกหมายจับแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ เหตุเพราะมีปัจจัยอยู่ 2-3 ประการคือ หนึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ให้ความเกรงใจฝ่ายการเมืองเพราะผู้ต้องหาชัดเจนว่าสนับสนุนรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง สองสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่แน่ชัดว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในขณะที่ทั้งสองข้างเกิดการเผชิญหน้ามากขึ้นทุกที และประการต่อมาคือผู้กระทำผิดมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้การดูแลมาตั้งแต่ต้น ทั้งยังมีคดี ตั้ง อาชีวะ อีกคนที่ยังลอยนวลอยู่ทุกวันนี้ ถึงแม้ตัวนายกรัฐมนตรีพร้อมกับผบ.ตร. จะประสานเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องเร่งรัดจับกุมให้ได้โดยเร็วแต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าแต่อย่างใด
สิ่งสำคัญตอนนี้คือฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะซีกของกองกำลังฝ่ายแดงบางส่วนยังมีความคิดเห็นว่าควรปกป้องโกตี๋ไว้หลังจากมีข่าวว่าผู้ถูกออกหมายจับเข้าไปซุกปีกพื้นที่อิทธิพลของแดงกลุ่มนี้ ขณะที่อีกฟากหนึ่งที่นั่งบริหารประเทศอยู่ก็พยายามโยนของร้อนออกจากตัวเพราะยังไงเสียเบี้ยตัวนี้ก็ใช้ไม่ได้แล้วในอนาคตและจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แถมลึกๆ แล้วคนใหญ่ในรัฐบาลก็ไม่ค่อยชอบพฤติกรรมอยู่แล้วเพราะเป็นพวกควบคุมไม่ได้ จึงลงดาบเชือดตัดตอนไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ที่กระทบต่อสถาบัน ลำพังรัฐบาลปัจจุบันก็ตกต่ำย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งรุกเหมือนกับยิ่งถลำลึก กลายเป็นวัวพันหลัก คดีความต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐบาลก็เร่งเร้าใกล้เข้ามาทุกขณะ อาจต้องมีคดีทางอาญาติดตัวเสียด้วยซ้ำ เพาะฉะนั้นอะไรที่เป็นอุปสรรคหรือปมปัญหาก็ต้องจัดการเสียก่อน เรียกว่าเฉือนเนื้อเพื่อเอาตัวรอด
หน่วยงานด้านความมั่นคงเองโดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงรับของร้อนมาไว้แต่จนถึงขณะนี้การติดตามไล่ล่าดูจะยังห่างจากความเป็นจริง จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าตำรวจพยายามดูทิศทางลมจากคนใหญ่ต่างประเทศก่อนเพราะหากจะมีการระดมกำลังจากทุกหน่วยทั่วประเทศสายข่าวของตำรวจทั้งหมดที่มีโกตี๋ คงไม่สามารถหลุดรอดเงื้อมมือไปได้ ยังไม่นับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่แม้จะไม่ใช่ต้นเรื่องแต่คดีหมิ่นสถาบันก็คงต้องเข้ามามีส่วน เนื่องจากดีเอสไอเข้าไปขึ้นตรงอยู่กับศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ในตอนนี้ ยังไม่นับหน่วยงานด้านการข่าวของกองทัพที่มีกำลังพลอยู่ทั่วประเทศ มีสายข่าวถี่ยิบเต็มพื้นที่ ถ้าเอาเข้าจริงไม่มีทางหลบหนีไปได้ นี่คือความท้าทายและบ่งบอกถึงท่าทีของหน่วยงานรัฐทั้งหมดว่า ให้ความสำคัญกับคดีความผิดนี้อย่างไร เพราะหากข้าราชการไม่ปกป้องสถาบันหรือปล่อยปละละเลยผู้กระทำผิด ก็คงไม่ต้องเรียกว่าข้าราชการอีกต่อไป และนี่จะเป็นอีกบทพิสูจน์ว่าฝ่ายการเมืองมีบุญคุณล้นฟ้าล้นแผ่นดินต่อข้าราชการทั้งปวงจริงหรือไม่



