
คาบสมุทรเกาหลีกับความมั่นคงเอเชีย
คาบสมุทรเกาหลีกับความมั่นคงเอเชีย : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
เกาหลีเหนือภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด คิม จองอึน ได้แสดงความแข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแทนบิดาเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา ตลอดเวลาประชาคมโลกมีความหวังว่าผู้นำหนุ่มที่สุด (อายุ 32 ปี) ในโลกคนนี้จะนำเกาหลีเหนือไปสู่มิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคมใหม่ รวมทั้งการเปลี่ยนทัศนคติ ท่าทีการทูต รวมทั้งนโยบายรวมศูนย์แบบลัทธิเลนินที่ใช้ไม่ได้ผล เพราะเชื่อว่าผู้นำรุ่นที่สามคนนี้ มีการศึกษาในต่างประเทศมาก่อน น่าจะมีความรู้และความเข้าใจในสังคมทันสมัยและมีเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า พัฒนาประเทศ ทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ยุทธศาตร์ทั่วโลกปวดหัวมาก ไม่สามารถเข้าใจถึงความต้องการของ คิม จองอึน ลึกๆ เขาต้องการอะไรกันแน่ ที่ผ่านมามีเหตุกาณ์ล่อแหลมเกิดขึ้นมาตลอด ล้วนชี้ไปทางเดียวว่า ผู้นำคนนี้ไม่มีความคิดต้องการเห็นสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีอย่างแน่นอน ทำให้ผู้นำเกาหลีใต้และชาติอื่นๆ เป็นห่วงมาก
เมื่อต้นเดือนเมษายน กองทัพของสองเกาหลีได้มีการยิงปะทะกันด้วยปืนใหญ่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตระหนกตกใจต่อหลายประเทศในภูมิภาคว่า ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังเฝ้าดูสถานการณ์ในไครเมีย และการใช้กองกำลังเข้ายึดครองพื้นที่ของยูเครน เกาหลีเหนืออาจจะทดสอบความพร้อมทางด้านกำลังรบของเกาหลีใต้อีกครั้ง
ที่น่าสนใจคือเมื่อเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดี ปัก กึน เฮ ได้เสนอแผนการจะรวมสองเกาหลีในอนาคตโดยใช้แนวทางสันติภาพ ปฏิญาณเดรสเดน(Dresden Declaration) บ่งชัดว่าการรวมสองเกาหลีนั้นจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป โดยเริ่มจากให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ซึ่งทางเกาหลีใต้ได้ให้ความช่วยเหลือด้านนี้มาโดยตลอด ตามด้วยความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรมและการร่วมมือระหว่างสองระบบเศรษฐกิจเกาหลีทำให้สองเกาหลีเข้ารวมตัวกันง่ายขึ้น โดยเฉพาะการลดช่องว่างเศรษฐกิจระหว่างกัน ส่วนเสาหลักสุดท้ายอยู่ที่สัมพันธ์ประชาชนต่อประชาชน คนเกาหลีเป็นจำนวนมากถูกแยกห่างออกจากกัน เนื่องจากสงครามเกาหลีและความแตกต่างทางด้านการเมือง
ฝ่ายเกาหลีเหนือไม่ได้แสดงความยินดีอะไรต่อข้อเสนอเกาหลีใต้ ผู้นำเกาหลีเหนืออาจจะผิดหวังก็ได้ เพราะลึกๆ เกาหลีเหนือต้องการให้เกาหลีใต้ยกเลิกการห้ามทำธุรกิจท่องเที่ยวกับเกาหลีเหนือ ที่ผ่านมาผู้นำเกาหลีเหนือมักใช้วิธีข่มขู่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเพื่อเอามาเป็นอำนาจต่อรองในการขอเพิ่มความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
ผู้เขียนติดตามความประพฤติของผู้นำเกาหลีเหนือที่ผ่านมา ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีวิธีการแบบเดียวกันคือ หนึ่ง เข้าร่วมการเจรจาหกฝ่าย หลังมีข้อตกลงกันแล้ว จะมีการละเมิดข้อตกลง ต่อด้วยการยั่วยุสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพิ่มความตึงเครียด หลังจากนั้นไม่นาน จะมีท่าทีอ่อนลง เข้าสู่โต๊ะเจรจาอีก เสร็จแล้วก็จะพบกับสถานการณ์เดิม ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ซื้อเวลาที่ได้ผล ตอนนี้ คิม จองอึน ต้องนำเกาหลีเหนือให้รอด เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศตกต่ำมากๆ
ขณะนี้มีความพยายามจะรื้อฟื้นการเจรจาหกฝ่ายที่ได้หยุดชะงักไปแล้วตั้งแต่ปี 2009 เกาหลีเหนือไม่ยอมเข้าร่วมการเจรจาเพราะถูกองค์การสหประชาชาติโดดเดี่ยวทางด้านการค้า และการคลัง ช่วงหลัง อาเซียนเริ่มให้ความสนใจ เนื่องจากคู่กรณีในการเจรจาหกฝ่ายล้วนเป็นสมาชิกในเวทีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เออาร์เอฟ (ASEAN Regional Forum) นั้นเอง ปรากฏว่า สมาชิกในวงเจรจาหกฝ่ายยังไม่มีประชามติในเรื่องนี้ ฝ่ายอาเซียนเชื่อว่า องค์กรตัวเองมีศักยภาพในการชักจูงให้เกาหลีเหนือเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้
นอกจากนั้นมิตรภาพจีนและเกาหลีใต้ดีขึ้นมาก การค้าการลงทุนในช่วงสาม-สี่ปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้น นักท่องเที่ยวจีนและเกาหลีไปมาหาสู่กันกว่าสามล้านคนต่อปี ทางอาเซียนเห็นว่า ถ้าจีนและเกาหลีใต้สนับสนุนท่าทีอาเซียน การเจรจาหกฝ่ายอาจจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเจ้าคือ อาเซียน นั่นเอง
ช่วงหลัง ผู้ลี้ภัยเกาหลีเหนือเข้ามาทางภาคเหนือของชายแดนไทย เริ่มลดน้อยลง เหลือปีที่แล้วหนึ่งพันกว่าคน แต่จำนวนที่เข้ามาในระดับนี้ก็ยังมากอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่นที่ศูนย์รับผู้ลี้ภัยในมองโกเลีย ไทยหวังว่า ถ้าคาบสมุทรเกาหลีมีสันติภาพ คนลี้ภัยเกาหลีเหนือก็จะหมดไป



