
ไก่กับหมู...มันคนละเรื่องกัน!!
ไก่กับหมู...มันคนละเรื่องกัน!! : กระดานความคิด โดยเพ็ญภัสสร์ วิจารณ์ทัศน์
วันก่อนเห็นข่าวของกรมการค้าต่างประเทศที่ออกมาบอกว่ากำลังเร่งเจรจากับเกาหลีใต้ให้นำเข้าไก่สดจากไทย ด้วยข้อแลกเปลี่ยนให้ไทยนำเข้าเครื่องในหมูจากเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น... ฟังดูแล้วรู้สึกแปลกใจ เพราะเท่าที่จำได้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยเคยต่อสู้อย่างหนักกับการนำเข้าเครื่องในหมูจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ภาพการตั้งโต๊ะหัวหมูนับร้อยหัวเพื่อคัดค้านการนำเข้า ยังติดตาผู้เขียนอยู่จนทุกวันนี้...แล้วเหตุใด? คราวนี้ภาครัฐจึงเลือกที่จะนำเครื่องในหมูไปเจรจาต่อรองกับเกาหลีใต้
ประการแรก : ปริมาณผลผลิตเนื้อหมูรวมถึงเครื่องในของไทยนั้น เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว จะมากบ้างน้อยบ้างก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามฤดูกาลและกลไกตลาด แต่ไม่เคยขาดแคลนจนถึงกับจำเป็นต้องนำเข้า
ประการที่สอง : ขณะนี้ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกเนื้อหมูสดได้ เพราะเรามีพื้นที่ปลอดโรคปากเท้าเปื่อยเพียงพื้นที่เดียวคือเขตปศุสัตว์ที่ 2 ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคตะวันออก ดังนั้น ในทางเดียวกัน การจะนำเข้าเครื่องในหมูจากต่างประเทศเข้ามา จึงย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษกับมาตรฐานการควบคุมโรคของประเทศต้นทาง และที่ผ่านมาดูเหมือนไทยจะยินยอมให้เกาหลีใต้ส่งเครื่องในหมูจากพื้นที่เกาะเจจูเข้ามาอยู่แล้ว เพราะเป็นเพียงพื้นที่เดียวของเกาหลีใต้ที่ปลอดโรคปากเท้าเปื่อย ดังนั้น จึงยิ่งไม่ควรอนุญาตนำเข้าจากพื้นที่อื่นเพิ่มเติม
ประการที่สาม : การผลิตไก่สดของไทยมีการผลิตด้วยมาตรฐานระดับโลก เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ล่าสุด สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ได้กลับมาประกาศให้มีการนำเข้าไก่สดจากไทยแล้ว หลังห้ามนำเข้ามานานนับสิบปี การอนุญาตนำเข้าของ 3 กลุ่มประเทศดังกล่าว เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของไก่สดไทยได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การที่เกาหลีใต้สนใจจะนำเข้าไก่สดไทยอีกครั้งก็เป็นเพราะยอมรับในคุณภาพ ไทยจึงควรชูจุดขายในด้านของคุณภาพไก่สดไทยมากกว่า
ประการที่สี่ : หากเกาหลีใต้ประกาศให้นำเข้าไก่สดจากไทย แม้จะช่วยสร้างปริมาณการส่งออกไก่สดของไทยได้ 2-3 หมื่นตัน หรือมูลค่าราว 1,160 ล้านบาท แต่ไทยก็ไม่ควรได้ออเดอร์นี้มาด้วยการแลกเปลี่ยนที่สร้างความกดดันต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของเราเอง เพราะอาจทำให้ราคาหมูในตลาดบ้านเราตกต่ำลง สุดท้ายอาจทำลายอุตสาหกรรมหมูของประเทศไทยให้ตายลงอย่างช้าๆ ซึ่งไม่คุ้มค่ากันเลย
อันที่จริงทางผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไก่ก็ไม่เห็นด้วยกับการต่อรองนี้ แม้ดูจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมของตน ทั้งยังได้เสนอแนวทางให้กรมการค้าต่างประเทศรับทราบแล้วว่า สินค้า 2 ชนิดนี้ ควรแยกประเด็นการเจรจา ไม่ควรนำมาปะปนกัน เนื่องจากเป็นคนละเรื่อง
การทำธุรกิจกับต่างชาติผ่านการเจรจาหรือการดำเนินการใดๆ ควรคำนึงถึงผลกระทบให้รอบด้าน และไม่ควรมองข้ามว่า หมูก็คือสินค้าเกษตรที่ภาครัฐควรต้องปกป้องเกษตรกรภายในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ต้องบอกว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมหมูในบ้านเราค่อนข้างสดใส เพราะไทยสามารถใช้เทคโนโลยีพัฒนาสายพันธุ์ได้เอง มีการวิจัยพัฒนาฟาร์มและแนวทางการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาในเชิงของภาคปศุสัตว์ที่รักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสที่อุตสาหกรรมหมูจะเติบโตได้อีกมากในอนาคต หากต้องมาพบอุปสรรคทีละเล็กทีละน้อย จากฝีมือของภาครัฐที่ไม่พูดคุยกันให้ครบทุกกรมกองที่เกี่ยวข้อง นำพาสินค้าเกษตรกันไปในคนละทิศละทาง ภาพรวมการผลิต-การค้า-การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยคงจะกระท่อนกระแท่นแบบนี้ต่อไปอีกนาน
ทางที่ดี ภาครัฐควรจับมือกันส่งเสริมให้การเลี้ยงหมูของไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล และเพิ่มพื้นที่ปลอดโรคปากเท้าเปื่อยให้ทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้กรมที่มีหน้าที่ขายของ จะได้นำจุดขายด้านคุณภาพ ไปเป็นจุดแข็งสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดการส่งออกหมูไทยไปนอกให้ได้... แบบนี้ต่างหากจึงจะเข้าท่า!!



