
สงกรานต์กับวันครอบครัว
สงกรานต์กับวันครอบครัว : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14 เมษายน 2557
ระยะนี้ทุกๆ พื้นที่ของประเทศไทยได้คลายร้อนลงบ้าง ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ อบอวลไปด้วยน้ำหอม และอบอุ่นอยู่อ้อมกอดของคนที่รักและครอบครัว นั่นคือ ความมุ่งมาดปรารถนาของชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่อยากเห็นประเพณีสงกรานต์เป็นกิจกรรมแห่งความดีงาม สร้างสรรค์ ดังที่เมื่อ 2-3 วันก่อน ถนนหนทางทุกสายต่างมุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัด แม้ต่างจุดหมายปลายทางแต่เป้าประสงค์ของพวกเขาล้วนถูกกำหนดขึ้นด้วยมโนสำนึกเดียวกัน นั่นคือความผูกพันมั่นหมายที่รออยู่อย่างจดจ่อ ในอีกด้านหนึ่ง นับเป็นเรื่องน่าเสียใจยิ่ง ที่อีกหลายครอบครัวต้องพลัดพรากสูญเสียเพราะอุบัติเหตุทางถนนระหว่างการเดินทาง ซึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โศกนาฏกรรมนั้นถูกมัดรวมเข้ากับเทศกาลสงกรานต์มานานหลายปีทีเดียว
การเล่นสงกรานต์ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เพราะหันไปเน้นในด้านความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์เป็นหลัก ภาพที่ออกมาจึงเสมือนการจัดงานรื่นเริงธรรมดาขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สังคมไทยก็ยังแบ่งแยกความคิดเห็นออกเป็นฝักฝ่าย บ้างก็ว่าเป็นธรรมดาโลกสมัยใหม่ ถ้าจะให้เข้าวัด ก่อเจดีย์ทราย ประพรมน้ำหอมกันแต่พองาม คนหนุ่มคนสาวก็คงหันหลังให้กับงานสงกรานต์ในทันทีทันใด แต่การจัดงานสงกรานต์ที่สนุกสนานสามารถตอบโจทย์ให้แก่วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ทั้งยังทำให้เกิดการกระจายรายได้ สอดรับกับที่หน่วยงานวิจัยด้านเศรษฐกิจมีรายงานอยู่ทุกปีว่า เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้มีเงินหมุนเวียนกี่หมื่นล้านบาท ฯลฯ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับเห็นว่า ประเพณีอันดีงามในอดีตกำลังถูกใช้ไปเพื่อสนองการค้าและรสนิยมฉาบฉวย ไม่ยังประโยชน์แก่ความสุขอย่างถาวรยั่งยืนถึงแก่น โดยสรุปก็คือสังคมไทยของเรากำลังเดินมาถึงทางแยกหรือโค้งหักศอก ?
คล้ายกับบรรยากาศทางการเมือง ที่ได้ผ่านพ้นห้วงเวลาเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่สากล มาจนถึงปีใหม่ไทย ความขัดแย้งที่เริ่มปะทุขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีก่อน กำลังส่อเค้าว่าจะกลายเป็นภูเขาไฟพร้อมระเบิด พ่นลาวาสร้างความพินาศย่อยยับให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินกันทั่วบ้านทั่วเมือง ดังแนวโน้มที่หลายๆ ฝ่ายได้คาดการณ์กันเอาไว้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น สังเกตได้จากการประกาศนำมวลชนออกมาเผชิญหน้ากันแทบทุกวัน ขณะที่มีบุคคลบางจำพวกกระทำการท้าทาย ทั้งกฎหมาย และจิตใจของคนไทย อันคงจะเป็นหนึ่งในความพยายามจุดชนวนให้เกิดเหตุเลวร้ายขึ้นในเร็ววัน
ถ้าหากจะเปรียบเทียบสังคมไทยเป็นครอบครัวหนึ่ง ก็คงจะได้เห็นภาพกันว่า ครอบครัวนี้แทบไม่เหลือความรักความสามัคคีหลงเหลืออยู่เลย คนที่ได้รับเลือกด้วยเสียงข้างมากจากสมาชิกในครอบครัว เพราะเห็นว่าเป็นวิธีประชาธิปไตยที่สุดแล้ว กลับทำตัวอยู่เหนือปัญหาภายในบ้านของตนเอง เข้าข้างสมาชิกในครอบครัวกลุ่มหนึ่ง เกลียดชังอีกกลุ่มหนึ่ง หนำซ้ำวันดีคืนดียังไปเชิญให้คนนอกบ้านขึ้นมาบนเรือนชาน นินทาว่าร้ายสมาชิกครอบครัวในปกครองของตนเอง ราวกับจะยืมมือแขกผู้มาเยือนนั้นให้ช่วยกำราบ นี่คือสภาพของครอบครัวสังคมไทยปัจจุบัน ที่กำลังเดินมาถึงทางแยกอันตราย มิแตกต่างไปจากประเพณีสงกรานต์ แม้เป็นแค่เพียงภาพจำลองก็ตาม



