คอลัมนิสต์

ภาวะสติพร่อง

ภาวะสติพร่อง

11 เม.ย. 2557

ภาวะสติพร่อง : บทบรรณาธิการ ประจำวันที่ 11 เม.ย. 57

 
                          ห้วงเวลานับจากนี้ หลายคนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับข่าวอุบัติเหตุทางท้องถนนที่มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันมากมาย แม้จะมีโครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ภายใต้ชื่อ "7 วันอันตราย" อยู่ทุกปีก็ตาม เพราะแต่ละมาตรการที่ภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกิจกรรมนำมาใช้ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรหรืออาจเรียกได้ว่าหนักไปทางล้มเหลวเสียด้วยซ้ำ สำหรับต้นสายปลายเหตุนั้น หลายหน่วยงานพยายามวิเคราะห์สืบเสาะเพื่อหาทางป้องกัน อย่างเช่น สภาพผู้ขับขี่ที่ไม่พร้อม เมา ง่วง กระทั่งภาวะทางจิตใจ ลักษณะทางกายภาพของท้องถนน สัญญาณ เครื่องหมายจราจร ที่เป็นอันตรายเพราะความย่อหย่อนของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ และสภาพของยวดยานพาหนะที่ไม่เหมาะสมจะนำมาใช้งาน แต่ก็ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐมาได้ ทั้งนี้ ถ้าหากจะสรุปโดยภาพรวมก็คือ อุบัติเหตุอันนำมาซึ่งความตายทั้งหลายแหล่นั้น ล้วนมาจาก "คน" ทั้งสิ้น ไม่ใช่บาปเคราะห์ใดๆ เลย
 
                          อาจกล่าวได้ว่า นานาปัญหาในโลกนี้ ถ้าหากมีที่มาจาก "คน" เสียแล้ว จากเรื่องที่บางครั้งคิดว่าธรรมดา กลับตาลปัตรกลายเป็นซับซ้อนซ่อนปม มี "สภาวะ" แห่งความเป็นคนเข้ามาเป็นตัวกำหนดให้ยุ่งเหยิง อย่างที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเองก็จวนเจียนจะหมดปัญญาหาทางแก้ป้องกัน ด้วย "สภาวะ" ของคนเช่นว่านี้ มี "สติ" เป็นศูนย์กลางควบคุมความเป็นไปทั้งหมด ถ้าหากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบลดจำนวนคนตายบนท้องถนนได้แลเห็นอย่างถ้วนถี่ว่า แท้แล้ว คำว่าสติของคนนี้สำคัญยิ่งกับการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ ก็น่าจะนำไปสู่แผนแม่บทระดับชาติ ที่ไม่ต้องมาตั้งด่านตรวจ ด่านสกัด สิ้นเปลืองงบประมาณกันทุกๆ เทศกาล
 
                          สติของคนกลุ่มแรกก็คือ ผู้ขับขี่ ที่จะต้องไม่เมา ไม่ง่วง ไม่เพี้ยน ไม่อารมณ์เสียบนท้องถนนขับรถปาดหน้ากัน ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยสติของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่คอยตรวจจับอย่างเข้มงวด ตำรวจทางหลวงที่ต้องตระเวนสอดส่องไม่ยอมให้มีอันธพาลบนท้องถนน ทั้งที่คอยอำนวยความสะดวกต่างๆ เจ้าหน้าที่จะต้องพร้อม 24 ชั่วโมง ไม่ง่วงไม่เพลีย หรือฝืนทนจนสติไม่เต็มร้อยเสียเอง ขณะที่การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ต้องกระทำอย่างมีสติและเหตุผลด้วยเช่นกัน เช่น การจำกัดบริเวณหรือโซนนิ่งของการดื่ม และการจำหน่าย เพื่อลดจำนวนคนเมาสุราที่ออกมาเพ่นพ่านบนท้องถนนให้ได้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ผู้รณรงค์อาจจะต้อง "คิดใหม่" เพื่อให้ทันกับผู้ละเมิดกฎหมายจะโดยตั้งใจหรือกระทำลงไปเพราะความมึนเมาต่อเนื่องก็ตามที
 
                          สติของคนกลุ่มถัดมา ถือว่ายิ่งใหญ่และมีความหมายต่อการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยิ่งยวดก็คือ "สติของสังคม" ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาใคร่ครวญเกี่ยวกับทิศทางของวัฒนธรรม ประเพณีที่กำลังไหลลื่นไปตามกระแสของโลกที่ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงวิถีชีวิต ตลอดจนอุปนิสัยใจคอของคนแทบทุกเพศทุกวัย จนทำให้วัฒนธรรมประเพณีดีงาม สะท้อนถึงส่วนลึกอันละเอียดอ่อนของชนชาติไทยเสื่อมถอยลง กลายเป็นเทศกาลแห่งความรีบเร่งเสพสุขสนุกสนานอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถังภยันตรายใดที่กำลังรออยู่ทั้งสิ้น ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนต้องบูรณาการส่งเสริมให้ถูกทาง เพื่อให้ปัญหาทุเลาเบาบางลงด้วยความสมบูรณ์ในการครองสติของทุกฝ่าย