คอลัมนิสต์

ปชต.เพื่อประโยชน์ฝ่ายตน

ปชต.เพื่อประโยชน์ฝ่ายตน

10 เม.ย. 2557

ปชต.เพื่อประโยชน์ฝ่ายตน : บทบรรณาธิการประจำวันที่10เม.ย.2557

          กรณีที่นายกรัฐมนตรีเปิดโอกาสให้ นายดาเนียล รัสเซลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิก และนางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบและร่วมหารือ ที่กระทรวงกลาโหม โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงข้อหารือว่า คณะของสหรัฐได้นำหนังสือของ นายจอห์น แคร์รี่ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ที่ทำในนามรัฐบาลสหรัฐ ยื่นให้นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมืองของไทยและไม่ต้องการให้มีการยึดอำนาจ หรือ ปฏิวัติรัฐประหาร เป็นประเด็นที่สหรัฐห่วงมาก และสนับสนุนให้ไทยเดินไปในแนวทางประชาธิปไตยใช้การเจรจาแก้ไขปัญหา ไม่ให้เกิดความรุนแรง

          แต่ถ้าใครติดตามบทบาทสหรัฐบนเวทีโลกนั้น จะพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ 28 กุมภาพันธ์ รมว.ต่างประเทศของสหรัฐ หรือนายจอห์น แคร์รี่ เคยพูดเป็นนัยถึงการชุมนุมประท้วงในยูเครนว่า เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการทางเลือก และอำนาจของปัจเจกชน และยังพูดถึงการโค่นล้มประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกของอียิปต์ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่เพียงพอเสมอไป ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกจำกัดความเฉพาะการเลือกตั้งอย่างเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศคือ มีการเลือกตั้งทั่วไป แต่เมื่อไม่มีการปฏิรูป ย่อมมาพร้อมกับการทุจริตใหญ่โต การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง และบิดเบือนกระบวนการประชาธิปไตยขนานใหญ่

          เมื่อมองบริบทของมหาประเทศดังกล่าว คงหลีกไม่ได้ที่จะคิดว่า มิตรประเทศใช้วาทกรรมที่เป็นประโยชน์ในฝ่ายตัวเอง เพราะเลือกที่จะหยิบหลักการประชาธิปไตยไปใช้ในมุมที่แตกต่างของแต่ละประเทศแต่ละสถานการณ์ และรัฐบาลไทยก็ฉกฉวยหาผลประโยชน์ร่วมเพื่อนำมากดดันฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่เหตุผลที่ รมว.ต่างประเทศของสหรัฐพูดผ่านเวทีโลกถึงประชาธิปไตยไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะเลือกตั้งอย่างเดียว หากมีคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ช่างสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดในเมืองไทยจนประชาชนหลายล้านคนต้องออกมาต่อต้านขับไล่ สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ของไทยที่ทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐก็รับรู้ได้ แต่รัฐบาลเลือกไม่ชี้แจง หรืออีกนัยหนึ่งคือ จนแต้มต่อการตอบคำถาม แต่กลับกอดยึดเอาหลักประชาธิปไตยต้องเลือกตั้งเพื่อกลับคืนสู่อำนาจรัฐให้ได้

          ขณะเดียวกัน หลักการประชาธิปไตยมีกระบวนการเข้าสู่อำนาจรัฐแล้ว ยังมีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านทางองค์กรอิสระ แต่รัฐบาลไม่ยอมรับการตัดสินที่ไม่เป็นประโยชน์แก่พวกตนหรือไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ จึงเกิดคำถามว่า นี่เป็นการบิดเบือนประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะข้ออ้างที่ยกขึ้นมาว่าองค์กรอิสระเป็นปฏิปักษ์ สร้างทฤษฎีสมคบคิดทำลายรัฐบาล ก็เป็นเพียงวาทกรรมที่มุ่งหวังดิสเครดิต ซึ่งข้อเท็จจริงก็ปรากฏให้เห็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการ สมช.ก็เพื่อประโยชน์อะไร หรือโครงการรับจำนำข้าวก็มีทุจริตมากมาย และเมื่อขุดคุ้ยไปก็จะพบว่า เงินภาษีของประเทศไปตกกับใคร ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็เป็นเพียงการดิ้นรนเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายตนเท่านั้น โดยไม่มีสำนึกของประชาธิปไตยที่แท้จริง