
เสาะหาทางเยียวยา
07 เม.ย. 2557
เสาะหาทางเยียวยา : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 เมษายน 2557
เพียงระยะเวลาแค่เดือนเดียวได้เกิดคดีฆาตกรรมสยองขวัญสั่นคลอนสังคมและสถาบันครอบครัวอย่างหนัก เพราะเป็นการฆ่าบุพการีพี่น้องถึงสองคดีติดต่อกัน คดีแรกพี่ชายฆ่าน้องชาย และพ่อแม่ เพียงเพราะไม่พอใจเรื่องการตักเตือนว่ากล่าว และน้อยใจที่ไม่ได้ในสิ่งที่สัญญากันเอาไว้ ส่วนคดีที่ 2 น้องชายฆ่าพี่ชายพร้อมพ่อแม่ โดยผู้ต้องหาให้การในทำนองว่า พ่อแม่ไม่รัก และหวังฮุบมรดก จึงสมรู้ร่วมคิดกับสมัครพรรคพวกวางแผนฆาตกรรมหมู่อย่างเลือดเย็น ทั้งสองคดีนี้มีปมประเด็นที่สังคม หรือนักวิชาการทางอาชญวิทยาน่าจะได้ศึกษาเพื่อนำมาเป็นองค์ความรู้ ร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมและสถาบันครอบครัวที่หากจะบอกว่ากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติอย่างหนักก็คงไม่ผิดนัก
ความเหมือนของทั้งสองคดีที่ต้องให้น้ำหนักก็คือ1.ผู้ต้องหาอยู่ในวัยรุ่น อายุไล่เลี่ยกัน คือประมาณ 20 ปี 2.เหตุจูงใจให้ลงมือสังหารคนในครอบครัวตัวเองที่มาจากความน้อยเนื้อต่ำใจ และเรื่องของทรัพย์สมบัติหรือ "เงินทองของนอกกาย" ที่เทียบไม่ได้กับคุณค่าของชีวิต โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ทั้งๆ ที่ทั้งสองครอบครัวนี้จัดอยู่ในระดับ "มีอันจะกิน" ด้วยซ้ำไป และ 3.ผู้ต้องหาทำลงไปอย่างเลือดเย็น ซ้ำร้ายเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วกลับไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจ หลบลี้หนีหายไปไหนแต่กลับอยู่เผชิญหน้ากับกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงขั้นสูงสุดถึงประหารชีวิต ด้วยการสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาเพื่อให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งที่น่าจะรู้เองได้ว่า เต็มไปด้วยพิรุธ
กล่าวสำหรับเรื่องวัยของผู้ต้องหาถ้าหากจะพิจารณาในมุมของ "ปัญหาสังคม" ก็น่าทบทวนย้อนกลับไปตลอดช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมานี้ ว่าสังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ซึ่งจะว่าไปแล้วนับตั้งแต่ปี 2536-2537 จนถึงขณะนี้สังคมไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างมากมายนัก สภาพของการเมือง และเศรษฐกิจล้วนก้าวไม่พ้นสถานะประเทศกำลังพัฒนา ที่พยายามสร้างความรุ่งเรืองด้วยตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจที่พึ่งพิงอยู่กับสินค้าอุตสาหกรรมและการส่งออก ระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ สังคมไทยอาจหลงลืมอะไรบางอย่างจนขาดความเอาใจใส่ นั่นก็คือ สถาบันครอบครัวในสภาวะที่ทุกคนต้องดิ้นรนแข่งขันเพื่อเอาตัวรอด เข็มทิศชีวิตของทุกคนมุ่งสู่ชัยชนะ ขณะที่ภาครัฐเองก็ไม่ให้น้ำหนักต่อนโยบายทางด้านสังคมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นผลผลิตร่วมของทุกๆ คน
สิ่งที่ต้องมองลึกลงไปอีกก็คือผู้ต้องหาเห็นการฆ่าเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระทั่งสังหารพ่อแม่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน เมื่อลงมือแล้วก็ยังกล้าเผชิญอยู่ในเหตุการณ์ แม้เป็นเรื่องยากยิ่งที่จะเจาะค้นลงไปในก้นบึ้งของความรู้สึกนึกคิดจิตใจ ซึ่งค่อนข้างละเอียดอ่อนในเชิงจิตวิทยา แต่ก็เชื่อว่าไม่น่าจะเกินความสามารถของนักอาชญวิทยาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันในทางวิทยาศาสตร์ว่า แท้จริงแล้ว เหล่าอาชญากรทั้งหลายล้วนถูกหล่อหลอมจากสังคมมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ด้วยเหตุและผลดังกล่าวมาทั้งหมดนี้จะเป็นดัชนีชี้วัด คุณภาพชีวิตของประชากร ในประเทศที่มากมายด้วยสารพัดปัญหา สุมทับกันอยู่ในหลายมติ และต้องเร่งเยียวยาโดยด่วนที่สุด



