
ต้องเคารพกฎหมายไทย
ต้องเคารพกฎหมายไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 เม.ย.2557
ในที่สุดคดีการหายตัวไปของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ก็มาถึงกระบวนการตัดสินเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตหัวหน้าจเรตำรวจพร้อมพวกอีก 4 คน หลังจากใช้เวลานานกว่า 3 ปีนับตั้งแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนส่งอัยการฟ้องในข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นฯ, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ เพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา หลังจากศาลมีคำตัดสินก็ดูเหมือนว่า บรรดาญาติของอัลรูไวลี่และอุปทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย ไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการแสดงท่าทีสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาก่อนถึงวันชี้ชะตาจำเลยไม่นานนัก โดยการตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาอาจทำให้เกิดปัญหา ซึ่งภายหลังก็มีคำอธิบายจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เกือบจะในทันทีเช่นกันเนื่องจากผู้พิพากษาคนเดิมถูกสอบวินัยและพบความผิดร้ายแรงแล้วการเปลี่ยนตัวก็มีกฎหมายรองรับเช่นกัน
คดีนี้ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 20 ปี หลังจากเกิดเหตุเมื่อต้นปี 2533 ซึ่งมีต้นเรื่องมาจากการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ การสอบสวนในครั้งนั้นเชื่อว่าเกิดจากขบวนการส่งแรงงานข้ามชาติ กรมตำรวจขณะนั้นจึงตั้งชุดสืบสวนสอบสวนขึ้นมาคลี่คลายคดี จนเป็นเหตุให้เกิดการหายตัวไปของนักธุรกิจคนดังกล่าวพร้อมๆ กับข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยมีส่วนรู้เห็น ครั้นเมื่อปี 2535 อธิบดีกรมตำรวจสมัยนั้นจึงให้สอบสวนดำเนินคดี พ.ต.ท.สมคิด (ยศในขณะนั้น) จนสุดท้ายอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง คดีจึงยุติ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่การหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุฯ ทางการไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการดำเนินคดีและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเกือบจะทุกรัฐบาล แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะเชื่อมโยงกับจำเลยทั้ง 5 คนได้ กระทั่งเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นเมื่อกองทัพออกมาทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 พล.ต.ท.สมคิดซึ่งเป็นน้องชายของหัวหน้าสำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบช.ภ.5 จึงถูกมองว่าขึ้นไปคุมภาคเหนือเพื่อควบคุมคนเสื้อแดงไม่ให้เติบโต ประกอบกับมีการต่อรองเรื่องไม่ให้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่งแลกกับการไม่ดำเนินคดีนายตำรวจผู้นี้ด้วย
ประเด็นการหายตัวไปของนักธุรกิจซาอุฯ จึงถูกลากไปสู่วงจรการเมืองด้วย หากแยกกระบวนการยุติธรรมออกจากปมการเมืองจะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยในการดำเนินคดีจำเลยไม่ได้เพียงเกิดขึ้นแค่ดีเอสไอเท่านั้น แต่มีการสอบสวนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของตำรวจและดีเอสไอเอง แต่เมื่อกระบวนการยุติธรรมไทยมีคำพิพากษาแล้วทุกฝ่ายต้องยอมรับ แม้ซาอุฯ จะไม่พอใจคำตัดสินแต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นเมืองขึ้นใคร หากรัฐบาลซาอุฯ ไม่พอใจและยังลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตหรือที่อุปทูตใช้คำว่า ความสัมพันธ์แบบลุ่มๆ ดอนๆ และคงไม่ย่ำแย่ลงไปกว่านี้ ก็คงจะเห็นชัดเจนว่า คดีนี้มีส่วนมาจากแรงกดดันทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อกระบวนการยุติธรรมไทยตัดสินในเบื้องต้นไปแล้วว่าจำเลยทั้งหมดไม่มีความผิด ก็คงเป็นหน้าที่ของผู้ที่รับผิดชอบต้องชี้แจงให้ทางการซาอุฯ ทราบ และด้วยพื้นฐานทางดุลพินิจของกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งโจทก์ก็มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ได้เช่นกัน



