คอลัมนิสต์

สาวให้ถึง'รัง'จอมป่วน

สาวให้ถึง'รัง'จอมป่วน

31 มี.ค. 2557

สาวให้ถึง'รัง'จอมป่วน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 31 มี.ค.2557

                เหตุลอบวางระเบิด ยิงกระสุนเอ็ม 79 ป่วนเมือง และข่มขวัญมวลชนโดยการนำของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บล้มตายต่อเนื่องกันมาหลายครั้ง กระตุ้นเตือนให้ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ระเบิดตึกสมานเมตตาแมนชั่น กลางตลาดบางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อ 4 ปีก่อน เพราะก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงครั้งนั้น ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นก่อนหน้าติดต่อกันหลายครั้งโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายได้ แต่เมื่อนายสมัย วงศ์สุวรรณ ผู้ประกอบระเบิด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ต่อจากนั้นมาเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองก็ซาลงและหายไปเฉยๆ ขณะที่ตำรวจเองก็ยอมรับว่า นายสมัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหลายคดี

                เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณลานจอดรถ ภายในสุเหร่าทรายกองดิน ซอยราษฎร์อุทิศ ระหว่างซอย 25-27 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน่าอเนจอนาถ 2 ศพ ต่อมาในวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ก็พบระเบิดในบริเวณใกล้เคียงกันซุกซ่อนไว้ในรถจักรยานยนต์ ขณะที่เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม ก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นกลุ่มการ์ดของมวลชนบริเวณสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบยิงอาคารสำนักงาน ป.ป.ช. และทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัย พบเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 อาวุธปืนและกระสุนปืนจำนวนมาก โดยเฉพาะระเบิดที่พบนั้น เป็นระเบิดขว้าง อาร์จีดี-5 ที่เป็นชนิดเดียวกับที่เจ้าหน้าที่จับกุมได้ก่อนหน้า ขณะที่มีแนวโน้มสูงว่า เอ็ม 79 จะเชื่อมโยงกับการลอบยิงตึกสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส บ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และศาลอาญา ฯลฯ

                ที่น่าหวั่นวิตกมากขึ้นไปอีกก็คือ การพบระเบิดในระยะหลังนี้มีลักษณะการประกอบคล้ายคลึงกับที่แนวร่วมก่อการร้ายในภาคใต้ใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นระเบิดถังดับเพลิงที่ลอบนำไปวางไว้ที่สำนักงานอัยการสูงสุด และสถาบันพัฒนาข้าราชการตุลาการ และคาร์บอมบ์ที่ย่านแจ้งวัฒนะ ไม่ไกลจากเวที กปปส.โดยการนำของหลวงปู่พุทธะอิสระ อย่างไรก็ตาม แม้ในการข่าวเบื้องต้นจะได้รับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่า กลุ่มผู้ลงมือลอบวางระเบิดไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับขบวนการในภาคใต้ แต่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องจับตา และลงลึกในรายละเอียดให้มากยิ่งขึ้น เพราะปฏิบัติการดังกล่าวมานั้นถือได้ว่ามี "พัฒนาการ" ความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ เช่นเริ่มจากประทัดยักษ์ เป็นอาวุธปืน ระเบิดสังหาร และขณะนี้ระเบิดร้ายแรงในรูปแบบต่างๆ กำลังถูกนำมาใช้

                กรณีระเบิดเมื่อ 4 ปีที่สมานเมตตาแมนชั่นนั้น จะถือว่าเป็นโชคช่วยให้สังคมสงบจากระเบิดในห้วงเวลาหนึ่งก็ว่าได้ เพราะผู้ประกอบระเบิดทำพลาดเอง ซึ่งถ้าหากไม่เกิดเหตุนั้นขึ้นก็ไม่แน่ว่า เหตุการณ์ต่อจากนั้นจะเป็นเช่นไร คล้ายกับบรรยากาศขณะนี้ที่เต็มไปด้วยความหวั่นวิตก เพราะเหตุระเบิดรายวันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถสืบสวนตามตัวคนร้ายได้ หนทางดีที่สุดในขณะนี้จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตำรวจจะต้องเร่งขยายผล สืบเสาะหาการเชื่อมโยงจากการจับกุมผู้ต้องหาที่พบหลักฐานใกล้เคียงกันเพื่อไปให้ถึง "รัง" ของผู้ลงมือ และผู้บงการให้ได้โดยเร็วที่สุด