
'ป๋วย'นายกฯพระราชทาน?
'ป๋วย'นายกฯพระราชทาน? : มนุษย์สองหน้าโดยแคน สาริกา
ในที่สุดฤดูกาล "นายกฯ มาตรา 7" ก็มาถึงจนได้ หลังจาก "กำนันสุเทพ" ตีฆ้องร้องป่าวไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
ยิ่งใกล้วัน ป.ป.ช.จะชี้มูลคดีจำนำข้าว ยิ่งใกล้เวลาที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะหยุดการปฏิบัติหน้าที่ วาทกรรม "นายกฯ มาตรา 7" ก็ถูกประโคมให้เป็นข่าวอึกทึกครึกโครม ทั้งจากแนวร่วม กปปส. และฝ่าย นปช.
นายกรัฐมนตรี ที่มาด้วยวิธีการพิเศษในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดคือ สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยนั้น
เนื่องจากรัฐบาลจอมพลถนอมได้ลาออกแล้ว หลังเกิดเหตุตุลาวิปโยค(14 ตุลาคม 2516) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นผู้ที่สมควรไว้วางพระราชหฤทัยที่จะให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
จึงเป็นที่มาของคำว่า "นายกรัฐมนตรี พระราชทาน" ติดปากชาวบ้านจวบจนถึงทุกวันนี้
นายกฯ สัญญา บริหารประเทศในภาวะ "ประชาธิปไตยพลุ่งพล่าน" จึงก่อให้เกิด "ฤดูม็อบสะพรั่งบาน" ประกอบกับคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน มากกว่าเป็นข้าราชการประจำ จึงไม่มีความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน
แล้วช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2517 อาจารย์สัญญา ก็ตัดสินใจลาออกจากนายกรัฐมนตรี
สถานการณ์บ้านเมืองในห้วงเวลานั้น ปราโมทย์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคพลังใหม่ ในฐานะผู้ประสานงานหลังม่านเล่าว่า ช่วงเวลานั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถูกทาบทามให้มาเป็นนายกฯ แทนอาจารย์สัญญา
พ.ศ.นั้น อาจารย์สัญญา แต่งตั้ง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็นประธานคณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี
อาจารย์ปราโมทย์ บอกในการพบปะปรึกษาหารือที่บ้านในซอยพาสนา เอกมัย ของ พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร ของผู้นำเหล่าทัพคือ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์, พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ และ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ได้ตกลงที่จะเชิญอาจารย์ป๋วย เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่า เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ขณะนั้น
ดั่งที่ทราบกัน อุบัติเหตุ 14 ตุลา ส่งผลให้ "จอมพลถนอม-จอมพลประภาส" ต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน และเวลาเดียวกันได้เกิด "ศูนย์อำนาจใหม่" อันประกอบด้วย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ, พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารอากาศ
ศูนย์อำนาจใหม่หลังเหตุการณ์ตุลาวิปโยค จึงเป็นเสาค้ำยันให้กับรัฐบาลสัญญา และเมื่อนายกรัฐมนตรีพระราชทานลาออก พวกเขาจึงประสงค์ที่จะเชิญอาจารย์ป๋วยมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ปรากฏว่า อาจารย์ป๋วยปฏิเสธ โดยให้เหตุผลกับนักวิชาการรุ่นน้องว่า ได้สาบานแล้วตั้งแต่เป็นเสรีไทยกระโดดร่มลงมากู้ชาติว่า ชาตินี้จะไม่เล่นการเมือง (รับตำแหน่ง) และพออายุครบ 65 ปีก็จะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายในอังกฤษ เพื่อตอบแทนความดีของภริยาชาวอังกฤษ ที่ยอมมาร่วมทุกข์-สุขในเมืองไทย
อาจารย์ปราโมทย์เล่าต่อว่า เมื่อหมดหนทางแล้ว พล.อ.กฤษณ์ จึงตัดบทว่า "ถ้ายังงั้นผมขอปฏิวัติ" ซึ่งในเวลาต่อมา อาจารย์สัญญาได้ตัดสินใจกลับมารับตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง
ว่ากันว่า อาจารย์ป๋วย และ พล.อ.กฤษณ์ สนับสนุนให้นักวิชาการรุ่นใหม่ตั้งพรรคพลังใหม่ โดยอาจารย์ป๋วยสละเงินเดือนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ทุกเดือน แต่ พล.อ.กฤษณ์ไม่เคยให้อะไรเลย
นี่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เล่าโดยอาจารย์ปราโมทย์ ที่เป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในฟากฝ่ายนักวิชาการ ได้ร่วมกันสร้างตำนาน "นายกรัฐมนตรีพระราชทาน" คนแรก
จะว่าไปแล้ว การเมืองไทยไม่เคยไปไกลกว่า 40 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดเสียงเรียกร้องให้มี "นายกรัฐมนตรี มาตรา 7" อีกครั้ง
เหตุผลของการเพรียกหานายกฯ มาตรา 7 ครั้งนี้ ก็ไม่ต่างจากปี 2549 ซึ่งเกิดมาจากขบวนการต้านระบอบทักษิณ เพียงแต่เปลี่ยนหัวขบวนจาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" มาเป็น "สุเทพ เทือกสุบรรณ"
อีกไม่นาน คนไทยคงได้เห็นโฉมหน้านายกฯ มาตรา 7 และจะสุขสมหวังกันแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกเชียร์ข้างไหน ฝ่ายไหนของแต่ละคนนั่นแล



