
รถไฟสายมรณะ
การหยุดเดินรถไฟทั่วประเทศ ของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ด้วยการสนับสนุนอย่างแข็งขันของสหภาพแรงงานการประปานครหลวง (กปน.) และสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่รวมตัวกันกดดันให้คณะรัฐมนตรี จำต้องอนุมัติการขึ้นค่าตอบแทน เดือนละ 2,000 บาท ขณะเดียว
เพื่อหยุดยั้งการแปรรูปการรถไฟนั้น อาจเป็นสิทธิอันชอบธรรมของพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้งสาม ที่จะใช้วิธีการในการต่อรองเพื่อความมั่นคงและหลักประกันรายได้ ค่าตอบแทน แต่การที่พนักงานการรถไฟเลือกใช้วิธีเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเงื่อนไขในการต่อสู้ ก็นับว่าน่าละอายอย่างยิ่ง
เหตุที่กิจการสาธารณูปโภค ถูกจัดให้อยู่ภายใต้รัฐ ก็เพราะเรื่องของการคมนาคม ขนส่ง เรื่องของน้ำและไฟมีความเกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน อย่างมาก ฉะนั้นรัฐจะต้องสามารถกำกับ ดูแล ไม่ให้กิจการเหล่านี้ต้องสะดุดลง นี่เป็นเจตนารมณ์ของการก่อตั้งหน่วยงาน ที่พนักงานในฐานะประชาชนคนหนึ่งจะต้องตระหนัก และไม่อ้างเอาความหวาดกลัวว่า ความพยายามที่จะแก้ปัญหาการดำเนินการที่ล้มเหลวตลอดมา ของร.ฟ.ท.ครั้งนี้ จะนำมาสู่การทุจริต คอรัปชั่น หรือไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดทุนได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ความเคลื่อนไหวของสหภาพ ร.ฟ.ท.จะมากด้วยความปรารถนาดีและต้องการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ตาม
แผนการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ ของ ร.ฟ.ท.ที่ผ่านการเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน คือการดำเนินการจัดตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท คือบริษัทเดินรถ ที่จะเข้ามาบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ เชื่อมโยงสถานีพญาไทกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัทบริหารทรัพย์สินของการรถไฟ ทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์ที่มีมากมายมหาศาล เป็นที่ดินตั้งแต่เหนือจรดใต้ รวม 2.5 แสนไร่ และเป็นที่ดินทำเลทองในเมือง ไม่น้อยกว่า 5 หมื่นไร่ ซึ่งหากแผนการปรับโครงสร้างครั้งนี้มิได้อยู่ภายใต้นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แห่งพรรคภูมิใจไทยแล้ว ก็อาจไม่เป็นประเด็นที่นำไปสู่ความเดือดร้อนของประชาชนเช่นนี้
เราเห็นด้วยกับความพยายามฟื้นฟูกิจการของการรถไฟฯ ที่ประสบภาวะขาดทุนสะสมมายาวนาน ไม่แตกต่างไปจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การตั้งบริษัทใหม่ ขึ้นมาบริหารกิจการใหม่ หรือดูแลจัดการทรัพย์สิน ซึ่งรัฐยังคงถือครองหุ้นส่วนใหญ่ ย่อมเป็นเรื่องที่ควรแก่การสนับสนุน แต่การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ร.ฟ.ท.ชุดใหม่ ที่จะคัดค้านสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การแปรรูปการรถไฟ ก็เป็นการทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร และประชาชน ที่สามารถกระทำได้เช่นกัน สำคัญที่สุดก็คืออย่านำเงื่อนไขความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องต่อรอง โดยอ้างถึงผลประโยชน์ในอนาคตที่เพียงคาดเดาเอาเท่านั้น



