
ชุมชนต้องป้องกันตัวเอง
ชุมชนต้องป้องกันตัวเอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่25มี.ค.2557
ถ้าหากไม่เกิดเหตุไฟไหม้บ่อขยะที่ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แล้วเกิดควันพิษลอยกระจายทั่วไปในอากาศ ทำเอาผู้ที่สูดดมควันพิษเข้าไปมีอาการเจ็บป่วยไปกว่า 1,000 คน สังคมทั่วไปอาจจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า ทั้งหมดของประเทศนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีข้อมูลว่า มีของเสียจากอุตสาหกรรม 20 ประเภท รวมทั้งสิ้น 3.9 ล้านตัน เป็นขยะอุตสาหกรรมอันตรายทั้งหมด 2.5 ล้านตัน แต่มีเพียง 9 แสนตัน ที่มีการแจ้งข้อมูลเข้ามายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม นั่นหมายความว่า มีขยะอุตสาหกรรมหายไปจากระบบเป็นจำนวนมากและมีความเป็นไปได้สูงว่า บ่อขยะที่มีอยู่ในหลายๆ จังหวัดในเวลานี้มีกากอุตสาหกรรมจากโรงงานที่เป็นอันตรายรวมอยู่ด้วยมากน้อยแล้วแต่ว่าบ่อขยะเหลjานั้นอยู่ห่างจากนิคมอุตสาหกรรมแค่ไหน
ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ชัดเจนว่า รับรู้รับทราบมานานแล้วว่า สาเหตุของโรงงานอุตสาหกรรมมักง่ายลักลอบนำกากขยะอุตสาหกรรมไปทิ้งตามบ่อขยะชุมชน แทนที่จะนำไปกำจัดในที่ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย นั่นเป็นเพราะกากอุตสาหกรรมบางชนิดสามารถนำไปรีไซเคิลได้ ก็เลยมั่วผสมขยะอันตรายไปด้วย ทั้งที่ความจริงก็มีระเบียบชัดเจนว่า กากอุตสาหกรรมชนิดใดที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้บ้าง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบตามวงรอบสำหรับโรงงานที่ทำธุรกิจประเภทนี้ และเช่นเดียวกับกรณีที่อ้างว่า ค่าขนส่งกากอุตสาหกรรมไปบำบัดในที่ที่ถูกกฎหมายนั้นมีราคาแพง กรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะกฎหมายได้บัญญัติไว้ชัดเจนแล้วว่า ผู้ผลิต จะต้องรับผิดชอบของเสีย ไม่ใช่ผลักภาระให้ชุมชน
ถึงแม้ว่า วันนี้จะดูช้าไปสำหรับการตื่นตัวของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่สั่งการให้ปูพรมตรวจทุกโรงงาน หลังจากเกิดผลกระทบเป็นวงกว้างจากกรณีบ่อขยะเกิดเพลิงไหม้ที่ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้มีการลักลอบนำของเสียที่เป็นพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมไปทิ้งบ่อขยะชุมชนกันอย่างอิสรเสรี ราวกับว่าประเทศนี้ไม่มีหน่วยงานใดที่จะต้องรับผิดชอบ ทั้งการให้ใบอนุญาต การตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจสอบการดำเนินงานตามวงรอบที่กฎระเบียบได้กำหนดไว้
ข้อเสนอในการติดจีพีเอสในรถที่ขนกากอุตสาหกรรมเพื่อไปบำบัดยังที่ที่มีศักยภาพในการกำจัดนั้น เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ และคงจะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในกรณีการนับจำนวนและการเดินทางไปยังโรงงานกำจัดขยะพิษเหล่านั้นว่าเกิดขึ้นจริง แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว เครื่องจีพีเอสที่จะติดตามรถขนขยะอุตสาหกรรมก็ควรจะตั้งงบประมาณในการติดตั้งบุคลากรของหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ป้องกัน ไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นคิดที่จะทำมักง่ายและเห็นแก่ตัวเอาสารพิษไปกองไว้ข้างๆ ชุมชน
การกระตุ้นให้ชุมชนเรียนรู้ที่จะป้องกันตนเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องลงไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนได้ตระหนัก และระวังป้องกันไม่ให้คนที่เห็นแก่ได้อ้างเพียงแค่ว่า เป็นที่ดินของตนเองแล้วนำพิษภัยมาให้ ทั้งนี้ ข้อมูลขององค์กรเอกชนนั้น พบว่า ในพื้นที่ 5 จังหวัดคือ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ มีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งวิธีป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดก็คือ อย่าได้รอให้เกิดปัญหา หรือรอให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจตรา คนในชุมชนนั่นแหละจะต้องร่วมมือร่วมใจกันระแวดระวังขยะพิษเหล่านั้นกันเอง



