คอลัมนิสต์

ปฏิรูปพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

ปฏิรูปพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

24 มี.ค. 2557

ปฏิรูปพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม : กระดานความคิด โดยแกร่ง หินเพลิง

               กระแสผลักดันการปฏิรูปพลังงานที่เครือข่ายพลังงานต่างๆ พยายามผลักดันให้ผนวกเข้าไปเป็นหนึ่งในวาระของการปฏิรูปประเทศนั้น ข้อเรียกร้องของเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับลดราคาน้ำมันลงทันทีลิตรละ 5 บาท การยกเลิกระบบสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือการทวงคืน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ยากจะหาข้อสรุป แม้แต่ในองค์กรเครือข่ายเองก็ยังมีข้อถกเถียงไม่สิ้นสุด

               ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทางจุฬาฯ ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นแนวทางการปฏิรูปพลังงานขึ้น โดยเชิญนักวิชาการและประชาชนในภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม ซึ่งบทสรุปที่ได้นั้น ทำให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของแวดวงพลังงานไทยก็คือ การขาดความรู้ความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานด้านพลังงานจนนำไปสู่การเกิดความสับสนในข้อมูลและข้อเท็จจริงในธุรกิจพลังงานของประเทศ

               ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมข้อมูลฝ่ายที่เสนอการปฏิรูปพลังงาน จึงเชื่อว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ประกอบไปด้วย น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสทในปริมาณมหาศาล ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นซาอุฯ แห่งตะวันออกไกลที่ขุดไปตรงไหนก็เจอ ทั้งที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงานนั้น ยืนยันมาโดยตลอดว่า ณ สิ้นปี 2556 ประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ค้นพบแล้ว หรือ Proven Reserve ไม่ได้มากมายแต่อย่างใด มีก๊าซแค่ประมาณ 9.04 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตก๊าซได้วันละ 3,650 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใช้ได้แค่ประมาณ 7 ปี มีคอนเดนเสท 216 ล้านบาร์เรล ผลิตคอนเดนเสทได้วันละ 92,000 บาร์เรลต่อวัน ใช้ได้ 6 ปี ส่วนน้ำมันดิบนั้นมีปริมาณสำรองเพียง 232 ล้านบาร์เรล ผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 148,500 บาร์เรลต่อวัน ถ้าใช้กันในปริมาณปัจจุบัน อีก 4 ปี ก็หมดแล้ว

               ส่วนประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากกลุ่มที่เสนอแนวคิดปฏิรูปมากที่สุดที่ว่า สัดส่วนผลประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับจากระบบสัมปทานปิโตรเลียมในปัจจุบันไม่เป็นธรรมแก่รัฐแต่เอื้อประโยชน์แก่ต่างชาติ หรือบริษัทผู้รับสัมปทานมากกว่า รวมทั้งข้อเสนอทวงคืน ปตท.อะไรนั้น กระทรวงพลังงานได้ชี้แจงมาตลอดว่า ระบบสัมปทานในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อให้แหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ โดยปัจจุบันเรียกว่า ระบบ Thailand III ผู้รับสัมปทานไม่ได้จ่ายเพียงแค่ค่าภาคหลวงแค่ 5-15% เท่านั้น ยังมีการจัดเก็บรายได้แผ่นดินอื่นๆ ในรูปของภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 50% ของกำไรสุทธิ กับมีการเก็บผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษในอัตราก้าวหน้า 0-75% อีกด้วย

               ปัญหาข้อมูลที่ไม่ตรงกันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขาดการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ เป็นเอกภาพ หรือข้อมูลบางจุดก็ไม่ได้อัพเดทมานาน ขาดการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายถือเป็นการล้มเหลวในเรื่องการบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงาน ซึ่งจุดนี้ทางคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเสนอทางออกที่น่าสนใจ นั่นคือ นักวิชาการต้องมีบทบาทในการเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณะ โดยจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติของประเทศขึ้น

               นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับการปรับปรุงกลไกด้านการกำกับดูแลนโยบายพลังงาน เพื่อลดข้อขัดแย้งสร้างความเข้าใจแก่สังคม รวมทั้งลดการแทรกแซงจากภาคการเมือง โดยควรต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบคณะกรรมการด้านนโยบายพลังงานทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ที่ดูแลเรื่องไฟฟ้า ให้มีสัดส่วนของนักวิชาการ องค์กรอิสระ และตัวแทนของภาคประชาชนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ โปร่งใส สามารถตรวจสอบการทำงานได้มากขึ้น

               ส่วนกรณีจะให้ทวงคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ เพียงแค่เชื่อว่าจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงนั้น ในข้อเท็จจริงหากทวงคืนหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลได้ หน่วยงานที่ต้องทำตามนโยบายก็ไม่จำเป็นต้องสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว อย่าลืมว่า การที่ ปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ถูกควบคุมด้วยระเบียบมากมาย ยากที่นักการเมืองจะสอดมือหรือล้วงลูกเข้าไปทำอะไร ที่สำคัญแต่ละปียังนำส่งรายได้เข้าภาครัฐ ทั้งในรูปแบบภาษีและเงินปันผลจำนวนมาก