คอลัมนิสต์

วัฒนธรรมขยะ

วัฒนธรรมขยะ

21 มี.ค. 2557

วัฒนธรรมขยะ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2557

              ระหว่างทางที่ประเทศไทยได้รับแรงขับเคลื่อนติดต่อกันมานานหลายทศวรรษเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากสังคมเกษตรกรรมและสู่สังคมอุตสาหกรรม มิเพียงสินค้าซึ่งเป็นวัตถุสัมผัสจับต้องได้ด้วยโสตและสัมผัสเท่านั้นที่ต้องถ่ายเทน้ำหนักจากที่เคยส่งออก ข้าวสาร ยางพารา มันสำปะหลัง สู่ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หากแต่ความเป็นอยู่ของผู้คนนับตั้งแต่วิถีชีวิตของแต่ละคนจนถึงวัฒนธรรมของคนหมู่มาก ก็เปลี่ยนแปลงตามไป สิ่งหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะถูกปล่อยผ่าน ไม่ใส่ใจก็คือ อุปนิสัยใจคอที่ส่งผลร้ายต่อสภาพแวดล้อมของตนเอง อย่างเช่น ปัญหาขยะล้นเมือง ซึ่งคงไม่ใช่มีสาเหตุเพียงเพราะเรื่องกลไกการกำจัดเท่านั้น หากแต่ต้องมองลึกลงถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมควบคู่กันไปด้วย


              นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยถึงสถานการณ์มลพิษในรอบปี 2556 จากการสำรวจและการลงพื้นที่ พบว่า มีขยะมากถึง 26.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2 ล้านตัน จากปี 2555 และขยะสะสม 19.9 ล้านตัน เทียบได้กับตึกใบหยก 2 ที่มีความสูง 300 เมตร 139 ตึกต่อเรียงกัน และยังพบอีกว่า คนไทยผลิตขยะเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน สูงกว่าปี 2551 ที่เฉลี่ย 1.03 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งแซงหน้าคนญี่ปุ่นที่ผลิตขยะเพียง 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน พื้นที่ซึ่งมีขยะมากที่สุดคือ จ.สงขลา มีขยะสะสม 2,471,847 ตัน สมุทรปราการ 2,063,448 ตัน กาญจนบุรี 1,658,387 ตัน นครศรีธรรมราช 1,265,258 ตัน เพชรบุรี 1,173,416 ตัน สุราษฎร์ธานี 1,003,332 ตัน ราชบุรี 1,000,122 ตัน ขอนแก่น 723,699 ตัน ปราจีนบุรี 585,717 ตัน และพระนครศรีอยุธยา 556,680 ตัน

              เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อทิ้งขยะที่ ต.แพรกษา จ.สมุทรปราการ มิเพียงก่อให้เกิดความตื่นตระหนกถึงปัญหาขยะล้นเมืองที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับสังคมที่กำลังก้าวสู่ความเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่ "มวลขยะ" ที่สุมกองกันอยู่ภายในนั้น ได้เปลือยให้เห็นความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งของสังคมไทยอันว่าด้วย "วัฒนธรรมการทิ้งขยะ" เพราะอย่าว่าแต่มีผู้แอบนำขยะอุตสาหกรรมหรือขยะพิษมาทิ้งรวมกันกับขยะจากบ้านเรือนเลย ถ้าจะบอกว่า ลำพังขยะที่ประชาชนคนไทยทั้งหลายทิ้งถังขยะไปในแต่ละวันก็มีพิษร้ายแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคงไม่เกินเลยไปจากความจริงเท่าไรนัก เพราะถ้าลองนำขยะในแต่ละบ้านมาจาระไน ย่อมจะพบว่า ภายในถังขยะนั้นประกอบไปด้วยสารพัดขยะ อย่างเศษอาหาร หัวกุ้งเน่า ถุงยางอนามัยใช้แล้ว ผ้าอนามัย สำลีและผ้าทำแผล เข็มเย็บผ้า แก้วแตก หลอดไฟฟ้า คีย์บอร์ด หนังบุโซฟา หนูเน่า ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นขยะพิษ ขยะติดเชื้อ อันตรายเหลือคณานับ

              เมื่อ "มวลขยะ" จากบ้านเรือน ผ่านกระบวนการทิ้งแบบไม่แยกแยะประเภทขยะเช่นนี้ไปถึงโรงงานกำจัดขยะ การแยกขยะก็มีขึ้นเฉพาะแยกส่วนที่ยังพอมีค่าสำหรับรีไซเคิลเท่านั้น ที่เหลือก็ถูกฝังหรือถูกเผารวมกันไป โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกันอย่างไร ดังกล่าวมานี้ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง ในช่วงที่สังคมไทยหันไปใช้ภาชนะที่ผลิตจากวัสดุที่เป็นอันตรายในชีวิตประจำวันอันเร่งรีบมากขึ้น ทั้งโฟม พลาสติก ไวนิล ฯลฯ หากแต่วัฒนธรรมการทิ้งขยะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งยังใช้ใบตอง ใบบอน ใบสัก เครื่องจักสาน ฯลฯ ที่สามารถทิ้งในหลุมข้างบ้านเพราะย่อยสลายได้ ปัญหาขยะของประเทศไทยจึงต้องแก้ที่วัฒนธรรมการทิ้งขยะควบคู่กันไปกับการกำจัดขยะด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย