คอลัมนิสต์

เมื่อการเจรจาไม่ใช่ทางออก

เมื่อการเจรจาไม่ใช่ทางออก

20 มี.ค. 2557

เมื่อการเจรจาไม่ใช่ทางออก : กระดานความคิด โดยดร.นพดล กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม

            ยังคงมีความเป็นไปได้ที่ประเทศชาติจะกลับมาสงบสุขเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาในสังคมไทย โดยประเทศไทยจะสามารถรักษาความเป็นประชาธิปไตยและความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติไว้ได้ ผ่าน 5 แนวทางที่น่าพิจารณา ได้แก่ การดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสานเสวนาหารือก่อนการเจรจา (dialogue prior to negotiation) การทำให้เสียงของประชาชนทุกชนชั้นสำคัญ การถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหาร และการสร้างบรรยากาศแห่งความวางใจต่อกัน

            การดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ ความเข้าใจในวัฒนธรรมของประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่นที่จะทำให้เห็นตรงกันได้ว่า สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักบนผืนธงไตรรงค์ที่ต้องคงอยู่ตลอดไป ผ่านวิถีทางแห่งประชาธิปไตยที่การเลือกตั้งด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นวิธีที่จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเคารพเสียงของประชาชนทั้งประเทศ ถึงแม้จะเกิดวิกฤตการณ์ใดๆ ขึ้นก็ตาม

            โดยฝ่ายการเมืองต้องทำหน้าที่เป็นผู้ลดความขัดแย้งในหมู่ประชาชน แต่เมื่อฝ่ายการเมืองกลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งและการเลือกตั้งถูกสกัดกั้นในสถานการณ์วิกฤติทางการเมือง ประชาชนทุกคนและทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องร่วมกันพิจารณาทางออกอื่นๆ เพื่อประโยชน์ของชาติและของประชาชน

            การจัดตั้งวงเจรจาจำนวนมากเป็นเรื่องดี สร้างเสริมบรรยากาศและเกิดความหวัง แต่การเจรจามักไม่ได้ผล เพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งเอาชนะ ที่สำคัญกลุ่มผู้เข้าร่วมวงเจรจาก็ไม่ใช่กลุ่มที่เปลี่ยนเกม ดังนั้นทางออกคือ “การสานเสวนาหารือร่วมกัน” เน้นไปที่จุดร่วมที่เห็นพ้องต้องกัน และเริ่มทำงานร่วมกันตรงจุดร่วมจุดที่เห็นต่างกันให้เอาออกไปจากวงก่อนการ ทำให้เสียงของประชาชนทุกชนชั้นสำคัญ จะช่วยทำให้เกิดเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการปัญหาบ้านเมืองร่วมกัน

            ที่น่าพิจารณาคือ การถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจของทุกฝ่ายทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ โดยการทำงานของทุกๆ ฝ่ายควรเปิดเผยต่อสาธารณชนในรายละเอียดให้มากที่สุดจนประชาชนทั่วไปสามารถเรียนรู้เข้าใจเข้าถึงในทุกขั้นตอนของการใช้อำนาจต่างๆ ได้ผ่านทางสื่อสาธารณะ

            ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ ความเคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนต่อรัฐบาลและต่อคณะบุคคลในอำนาจฝ่ายต่างๆ จะลดลงไปได้

            รัฐบาลหรือคณะบุคคลในอำนาจทั้งสามฝ่ายจึงต้องสรรหาคนที่มีฝีมือมีความรู้ความสามารถแท้จริงมาบริหารจัดการการใช้อำนาจต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุ้มค่าคุ้มทุนในการใช้ทรัพยากร หากผู้ใดไม่สามารถทำได้ก็ควรออกจากตำแหน่งไป โดยระบอบประชาธิปไตยและกลไกต่างๆ ของประเทศยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนตัวบุคคลอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการ

            สุดท้าย การสร้างบรรยากาศแห่งความวางใจต่อกัน เพราะความไม่วางใจของสาธารณชนต่อความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถสร้างบรรยากาศความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคมได้ ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนลดลง ดังนั้น คณะบุคคลที่กำลังมีอำนาจฝ่ายต่างๆ อยู่ในมือขณะนี้จำเป็นต้องเร่งทำตามหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อฟื้นฟูบรรยากาศแห่งความไว้วางใจต่อกันกลับคืนมาโดยเร็ว ด้วยการยึดบทบัญญัติแห่งกฎหมายและหลักศีลธรรมของบ้านเมือง