คอลัมนิสต์

เที่ยงแท้ และเที่ยงธรรม

เที่ยงแท้ และเที่ยงธรรม

30 ม.ค. 2552

ฝรั่งมีภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า “ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เท่ากับความตายและภาษี” ซึ่งทำให้รู้สึกว่า ทั้งภาษีและความตายนั้นนอกจากจะเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังมีความน่าสะพรึงกลัวพอๆ กัน

แม้ว่าตามจริงแล้ว ความตายจะไม่เลือกเพศ เลือกวัย ยากดีมีจน หรือสถานะทางสังคม แต่ ภาษี (ในบางประเทศ) อาจมีช่องทางลดเลี้ยวได้ อย่างไรก็ตาม การโกงภาษีก็ไม่ต่างอะไรจากการโกงความตาย ที่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีวันที่ใครจะหนีไปไหนรอด ในสหรัฐอเมริกา สิ่งที่ทำให้ชาวอเมริกันซึ่งมาจากร้อยพ่อพันแม่ และมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา คตินิยม และทัศนคติต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ก็คือความเชื่อมั่นในความเสมอภาคและเป็นธรรมของระบบภาษีและกฎหมาย ความเสมอภาคนั้นนับว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของปรัชญาแห่งชาติของสหรัฐ ที่ว่า “เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ” เพราะหากขาดความเสมอภาคเสียแล้ว บ้านเมืองคงจะมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ติดยึดในเรื่องของเผ่าพงศ์วงศ์วาน ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือทรัพย์สินเงินทอง ประชาชนทั่วไปก็ไม่มีวันที่จะรู้จักกับเสรีภาพอย่างแท้จริง มิพักต้องพูดเลยไปถึงภราดรภาพ หรือความรักฉันพี่น้อง ซึ่งเป็นอุดมคติขั้นสูง และสิ่งที่จะควบคุมให้คนในสังคมมีความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกที่รักมักที่ชังหรือเลือกปฏิบัติก็คือกฎหมายที่เป็นธรรม แนวคิดของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในเรื่องภาษีที่ดินและภาษีมรดกนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องร้อนที่ไม่มีใครอยากไปแตะให้มือไหม้พองมาก่อน หรือเป็นการหารายได้ก้อนโตอุดงบประมาณประชา(ธิปัตย์)นิยม ในปัจจุบัน รวมทั้งลบล้างภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคอนุรักษนิยมของพวกเศรษฐีเก่าและเจ้าของที่ดินเท่านั้น ในส่วนของภาษีที่ดินยังเป็นผลดีในอนาคต เพราะจะก่อให้เกิดการปฏิรูปที่ดินทั้งประเทศครั้งใหญ่ ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่าของชาติอย่างสูงสุด แทนการปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าหรือกะเก็งกำไรอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ในส่วนของภาษีมรดก หากคิดในหลักขั้นต้นของระบบภาษี ในเรื่องของรายได้แล้ว มรดกย่อมถือว่าเป็นรายได้ทางหนึ่งของทายาทที่ได้รับมรดกนั้น จึงน่าจะต้องมีการชำระภาษีแก่รัฐ ขณะเดียวกันการเก็บภาษีมรดกจากเจ้าของมรดกหรือผู้รับมรดก ก็จะเป็นการกระจายความมั่งคั่งของคนกลุ่มหนึ่งออกไปสู่สังคม ไม่กระจุกอยู่กับคนเพียงไม่กี่ตระกูล ปัญหาสำคัญของเมืองไทยก็คือการคิดและการปฏิบัตินั้นมักจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันเสมอ และหลายครั้งที่ผลประโยชน์ อคติ หรือความขัดแย้ง ได้ทำให้ความคิดดีๆ กลายเป็นเรื่องที่เละเป็นโจ๊กตั้งแต่ยังไม่ทันจะตั้งไข่ ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่คุณอภิสิทธิ์น่าจะหยิบยืมมาจากสหรัฐมาใช้ นอกเหนือจากชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลูกพรรคบางคนพยายามจะออกเสียงเป็น “ดีโมแครต” หรือสร้างคำว่า “โอบามาร์ค” ให้เป็นที่ครึ้มอกครึ้มใจเล่นแล้ว ก็คือการต้องสร้างความเชื่อมั่นและเป็นธรรมของระบบภาษีและกฎหมาย ให้เป็นที่ประจักษ์และปรากฏผลอย่างจริงจัง หากคุณอภิสิทธิ์ สามารถทำเรื่องภาษีและกฎหมายให้เป็นผลสำเร็จและยอมรับของประชาชนได้ เรื่องอื่นๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นหรอกครับ