
บทบาทยูเอ็นต่อการเมืองไทย
บทบาทยูเอ็นต่อการเมืองไทย : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ช่วงสามเดือนกว่าที่ผ่านมา วงการทูตต่างประเทศในไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ รู้สึกมึนและตะลึงมากๆ กับการกระทำของ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ได้เรียกร้องให้ เลขาธิการบัน คี มุน เข้ามายุ่งในเรื่องภายในประเทศของไทย ราวกับว่าตัวเองเป็น รมต.ในสภาวะปกติ
วันศุกร์ที่ผ่านมา เขาได้พบเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเพื่ออธิบายการกระทำส่วนตัวของเขาตั้งแต่ต้น ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ระดับปลัด และรองปลัด อธิบดี ไม่มีใครเห็นด้วยเลยแม้แต่น้อยกับการตัดสินใจของนายสุรพงษ์ ในโลกนี้ไม่มีใครเรียกร้องให้ยูเอ็น โดยเฉพาะตัวเลขาธิการ ที่ต้องดูแลสถานการณ์ทั่วโลกเข้ามายุ่งเกี่ยว นอกจากมันจะกลายเป็นวาระ (หรือชนักติดหลังของประเทศ) ในการประชุมยูเอ็นประจำปี
นายสุรพงษ์ บอกสื่อว่า ได้หารือกับข้าราชการแล้ว จึงตัดสินใจ ราวกับว่าได้รับความเห็นชอบจากข้าราชการ ซึ่งไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือเขาทำไปเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และเพื่อปกป้องนายของเขาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่น่าอับอายที่สุดคือ เอาคอมเมนต์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ หลายปีก่อนมาเป็นข้อแก้ตัว ที่ว่ายูเอ็นไม่ใช่พ่อมาอธิบายว่า ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรต้องปิดบัง หรือต้องกลัวยูเอ็น เพราะทักษิณได้ประกาศว่า ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ ฉะนั้นเราควรให้ยูเอ็นเข้ามาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุผลตื้นๆ
ประเทศไทยมีรัฐมนตรีต่างประเทศมาประมาณสี่สิบคน ที่ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบันนี้ ถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลที่สุด และค่อนข้างไม่มีความหยั้งคิดใดๆทั้งสิ้น มักคิดว่าตัวเองรู้เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ยูเอ็นดีกว่าข้าราชการประจำที่ติดตามเรื่องวันต่อวัน ทั้งๆ ที่คำอธิบายดูเหมือนเป็นคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ทั้งนั้น
นายสุรพงษ์ เห็นว่า การเชิญเลขาธิการยูเอ็นเข้ามาเป็นความคิดที่ทันสมัยและเลิศประเสริฐศรี เฟรชและแปลกใหม่ที่สุด แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของรัฐมนตรีรักษาการ ถือว่าเป็นมาตรการการป้องปราม ”pre-emptive measures” ที่สุดยอด แต่หารู้ไม่ว่า ความขัดแย้งในไทยที่เป็นอยู่ ยังไม่ถึงระดับความขัดแย้งที่ต้องมียูเอ็นเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือไกล่เกลี่ย
ที่ร้ายที่สุดคืด นายสุรพงษ์ไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เขาทำไปกระทบกระเทือนภาพลักษณ์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างรุนแรง และยังเป็นประเด็นที่สร้างความเข้าใจผิดระหว่างอาเซียนด้วยกัน ตามจริงไทยน่าจะปรึกษาอาเซียนก่อนว่าควรจะทำอย่างไรดี มีการตั้งข้อสังเกตว่า รักษาการรัฐมนตรีคนนี้ไม่มีเพื่อนซี้ในหมู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนเป็นเพื่อนคู่คิดที่จะให้ปรึกษา
ในประวัติศาสตร์การทูตไทย รัฐมนตรีไทยมักมีคู่หูในอาเซียนเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามคับขัน ตัวอย่างเช่น ในยุคสงครามกัมพูชา รัฐมนตรีสิทธิ เศวตศิลา มีรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายสุปรีย์ ดานาบาลัน เป็นคู่คิด รัฐมนตรีสุรินทร์ พิศสุวรรณ มี รัฐมนตรีอินโดนีเซีย อาลี อาลาตัส และล่าสุดคือ รัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ มีรัฐมนตรีอินโดนีเซีย นายมาร์ตี นาตาลีกาวา เป็นเพื่อนซี้
ในที่ประชุมวันศุกร์เจ้าตัวแก้ตัวว่า ที่ทำไปเพราะต้องการให้เลขาธิการบันเข้ามาหยุดเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นอกจากนั้น ต้องการให้ยูเอ็นเข้ามาแชร์ความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขความขัดแย้งในประเทศ เนื่องจากเดินทางไปทั่วโลกเห็นอะไรมาเยอะ
บทบาทกระทรวงการต่างประเทศขณะนี้ต้องรักษาผลประโยชน์ประเทศต่อไป ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์คับขัน บทบาทไทยในฐานะผู้ประสานงานสัมพันธ์จีนและอาเซียนยังเป็นความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ ต้องทำให้ได้มีผลก้าวหน้าออกมา โดยเฉพาะความร่วมมือในการลดความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ และยังมีการประชุมสุดยอดอาเซียน และอื่นๆ
ประเด็นเหล่านี้รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้ดูเหมือนไม่เคยสนใจ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ทำแต่เรื่องที่เอาความดีความชอบจากทักษิณเพียงคนเดียว



