
เรื่องขยะที่เป็นปัญหาซ้ำซาก
เรื่องขยะที่เป็นปัญหาซ้ำซาก : บทบรรณาธิการประจำวันที่18มี.ค.2557
เหตุเพลิงไหม้บ่อขยะ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยขจรวิทย์ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อเวลา 01.56 น. วันที่ 17 มีนาคม กำลังกลายเป็นภัยคุกคามสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้างออกไป หลังจากกรมควบคุมมลพิษเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่า ผลจากเพลิงไหม้ทำให้เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ตรงกองขยะ สูงถึง 175 ppm (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 27 ppm) ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 4-5 ppm จากค่ามาตรฐาน 0.2 ppm สารวีโอซี 0.9-1.0 ppm เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไม่เกิน 0.0 ppm ซึ่งสารเหล่านี้ เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งทั้งสิ้น
สำหรับบ่อขยะแห่งนี้ เป็นที่ของเอกชน เคยเกิดเหตุไฟไหม้มาแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2551 ครั้งนั้นเพิลงลุกไหม้เป็นเวลาหลายวัน เพราะพื้นที่บ่อขยะมีทั้งหมดกว่า 160 ไร่ ขณะที่เพลิงลุกลามกินพื้นที่กว่า 50% ของบ่อขยะ ครั้งนั้นมีการวางแผนจะก่อสร้างโรงคัดแยกขยะ และบ่อบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากต้องเป็นพื้นที่รองรับขยะจาก 14 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของ จ.สมุทรปราการ (7 เทศบาล 7 อบต.) ที่นำขยะมาทิ้งวันละกว่า 1,000 ตัน ในขณะที่ จ.สมุทรปราการ เองมีบ่อขยะที่รองรับขยะจากเมืองเพียง 2 แห่ง (อยู่ ต.บางปลา อ.บางพลี) ขณะที่บ่อขยะราชาเทวะนั้น ศาลได้สั่งปิดไปแล้ว
เหตุเพลิงไหม้บ่อขยะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ จากธรรมชาติ หรือฝีมือมนุษย์ก็ตาม ได้สะท้อนให้เห็นปัญหาการบริหารจัดการเมืองขนาดใหญ่ที่ยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ทั้งที่รู้โดยทั่วกันว่า เมื่อนำเศษวัสดุสารพัดชนิดมากองรวมกันนั้น โอกาสที่จะเกิดเพลิงไหม้ย่อมเกิดได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับอาจมีสารเคมีรั่วไหลกระจายออกไปยังชุมชน ถึงแม้บ่อขยะจะเป็นของเอกชนก็ไม่ควรจะผลักภาระการดูแลขยะเป็นของเอกชนเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขยะที่เคยเป็นเพียงแค่เศษอาหารก็เริ่มหลากหลาย และเป็นพิษมากขึ้น
ในเมืองใหญ่ๆ ของต่างประเทศนั้น เห็นปัญหาขยะที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น แต่พื้นที่ในการฝังกลบขยะมีอยู่อย่างจำกัด จึงมีความพยายามคิดค้นเทคโนโลยีการกำจัดขยะกันอย่างต่อเนื่อง จ.สมุทรปราการ เองก็มีประชากรที่ไม่นับแรงงานต่าวด้าวแล้วราวๆ 9 แสนคน แต่ถ้านับก็อาจจะมีมากกว่า 2 ล้านคน ในขณะที่ จ.สมุทรปราการ มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุนในการสร้างโรงกำจัดขยะ บ่อบำบัดน้ำเสียอย่างทันสมัย เพื่อปกป้องประชากรของ จ.สมุทรปราการ เอง ทั้งในแง่ของสุขภาพและความปลอดภัยจากเหตุเพลิงไหม้
เหตุเพลิงไหม้ถึง 2 ครั้ง ในบ่อขยะ จ.สมุทรปราการ น่าจะเป็นบทเรียนให้แก่เมืองใหญ่ๆ เมืองอื่นที่ยังไม่เคยประสบปัญหาเช่นนี้ ให้เตรียมความพร้อมที่จะต้องลงทุนใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดการขยะ โดยที่วิธีฝังกลบนั้นน่าจะถึงเวลาที่ต้องเลิกไปได้แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลก็ควรจะวางกรอบในการบริหารจัดการขยะที่ปัจจุบันได้กระจายอำนาจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปบริหารจัดการเอง แล้วก็เกิดปัญหาซ้ำซากอย่างกรณี จ.สมุทรปราการ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่รอบๆ บ่อขยะ สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องไปรักษาเยียวยากันอีก



