คอลัมนิสต์

จากโรฮิงญาถึงปัญหา "ชายแดน"

จากโรฮิงญาถึงปัญหา "ชายแดน"

29 ม.ค. 2552

"ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจเข้มแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าพบจะใช้มาตรการไม่เหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ที่มีการลากจูงเรือเข้าฝั่ง เพราะจะกลายเป็นการเอื้อให้กลุ่มอาระกันเข้ามาในไทยได้ง่ายขึ้น ดังนั้นปีนี้จะใช้วิธีผลักดันไม่ให้เข้ามาใกล้ฝั่ง หรือขึ

“ปัญหาหลบหนีเข้าเมืองกลุ่มโรฮิงญา อาจมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ หรือมีนายหน้าแรงงานผิดกฎหมายจึงให้ตำรวจและสำนักข่าวกรองแห่งชาติไปจัดการให้เด็ดขาด และสำหรับในแง่การปฏิบัติให้เร่งศึกษาการจัดตั้งกองกำลังป้องกันยามฝั่ง หรือ โคสต์ การ์ด เหมือนหน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่ง โดยบูรณาการบุคลากรจากหลายหน่วยงาน ทั้งกองทัพเรือ ตำรวจน้ำ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและอื่นๆ” (นายกรัฐมนตรี - โพสต์ทูเดย์ 23/1/52) "งานด้านความมั่นคงภายใน ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในดูแลอยู่แล้ว ถ้าเกี่ยวด้านชายแดน กองกำลังชายแดนก็ดูแล ส่วนใหญ่กองทัพทำได้ครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมา ยกเว้นกรณีที่ฉุกเฉิน คิดว่าสื่อต่างชาติคงไม่ได้ตั้งใจโจมตีกองทัพ แต่อาจเป็นความเข้าใจผิด ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนเราไม่ได้ไปละเมิด ยืนยันว่ากองทัพทำอยู่ในกรอบ” (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม - สยามรัฐ 24/1/52) พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาเรื่องโรฮิงญาเกิดขึ้นเพราะมีภาพรั่วออกมานั่นแหละครับ ถ้าไม่มีภาพรั่วออกไปคงไม่เป็นข่าว (หรือว่าเผอิญวันนั้นไม่มีข่าวอื่น ข่าวนี้ก็เลยเป็นข่าว ...หุหุหุ) มีประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ในมุมมองของฝ่ายมหาดไทย นักการเมืองที่เป็นรัฐบาลและกลาโหม เรื่องแรกคือ การมองปัญหาชายแดนเป็นเรื่องของรั้ว เรื่องที่สอง คือ โยงเรื่องการข้ามพรมแดนในฐานะของอาชญากรรม และเรื่องที่สาม คือ ความเข้าใจของฝ่ายความมั่นคงในเรื่องสิทธิมนุษยชน/หลักมนุษยธรรม เรามักมองปัญหาชายแดนจากมุมมองของส่วนกลาง ดังนั้นชายแดนจึงเป็นเรื่องของรั้ว ที่จำต้องใช้กองกำลังทางด้านความมั่นคงทางการทหารในการดูแล กล่าวคือ ถ้าเป็นไปได้สร้างกำแพงขึ้นมาได้ก็คงอยากจะทำ และเราพบว่ามุมมองนี้เป็นมุมมองที่บางครั้งไม่ได้แก้ปัญหา แต่กลับสร้างปัญหามากกว่า เพราะในท้องถิ่นนั้น เขามีกระบวนการเคลื่อนไหว “ข้ามแดน” มากกว่าการข้าม “ชายแดน” ในความหมายที่ว่า “แดน” นั้นเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่าง แต่เชื่อมโยงกัน ขณะที่ “พรมแดน/ชายแดน” นั้น ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อมต่อกัน แต่อยู่ที่การแยกขาดจากกันที่จะเชื่อมต่อได้ด้วยการอนุญาตจากอำนาจส่วนกลาง การเปิดให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนในการกำหนดการข้ามแดนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ จริงอยู่ว่าการข้าม (พรม/ชาย) แดน ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ รวมทั้งอาชญากรรม แต่ปัญหาเหล่านั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะส่วนหนึ่งคนที่เข้ามานั้น ตกเป็นเหยื่อ และปัญหาอยู่ที่การปราบปรามขบวนการ และปราบปรามคนไม่ดี ซึ่งมีได้ทุกเชื้อชาติ ไม่ใช่เหมาะรวมคนที่ข้ามแดนมานั้นเป็นคนไม่ดี และใช้เป็นข้ออ้างในการผลักดันหรือสร้างกำแพง และสำหรับเรื่องสิทธิมนุษยชน/หลักมนุษยธรรมนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ คนที่ข้ามแดนเหล่านี้เขาไม่ได้ “หลบหนีเข้าเมือง” แต่เขา “หลบภัย” ผมคิดว่าตอนนี้คนไทยและรัฐบาลไทยเข้าใจว่า ภัยของเขาคืออะไร แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถเข้าไปช่วยจัดการต้นเหตุนั้นได้ด้วยข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ แต่ทว่าหลักการมนุษยธรรมที่สำคัญควรจะเริ่มที่การมองว่าเขาเป็นมนุษย์ และถ้าคำว่ามนุษย์นั้นมันไม่ทำให้เราคิดอะไรได้ไกลนัก เราก็ต้องคิดง่ายๆ ว่า “คนอื่น” นั้นก็เป็น “สิ่งมีชีวิต” และเราต้องไม่ทำตนเป็นภัยกับเขาด้วย เรื่องนี้คงไม่ต้องถึงกับไปตั้งขบวนเอาพวงมาลัยไปคล้องคอกับคนข้ามแดนหรอกครับ เพียงแต่ว่าเราควรจะตั้งหลักเข้าใจเรื่องชายแดนเสียใหม่ให้มันพ้นไปจากยุคสงครามเย็น ในแง่ที่ว่าเราต้องตั้งหลักกับคำว่าความมั่นคงเสียใหม่ เพราะความจริงรัฐสมัยใหม่นั้นแม้ว่าจะมีพรมแดนที่ชัดเจนกว่าสมัยก่อน แต่ในก่อนยุคสงครามเย็นนั้นการปฏิบัติต่อคนที่ข้ามแดนก็ไม่ได้โหดร้ายทารุณขนาดนั้น ...