
ทหารปฏิวัติเงียบเป็นคนกลางเจรจา
ทหารปฏิวัติเงียบเป็นคนกลางเจรจา : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl
ดูเหมือนว่าการอาสาเป็น "คนกลาง" ของ "7 องค์กรอิสระ" ในการประสานคู่ขัดแย้งทางการเมืองมาเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอาจจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเหมือนที่ตั้งใจ
เพราะไม่ได้รับเสียงตอบรับจากทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น "รัฐบาล" หรือ "กปปส."
โดยเฉพาะฟากฝั่ง "รัฐบาล" พากันเรียงหน้าออกมาไล่ให้ "องค์กรอิสระ" กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง พร้อมตั้งคำถามว่าการทำหน้าที่มีความเป็นกลางหรือยัง
ทำไปทำมา "องค์กรอิสระ" กำลังถูกยกเป็นหนึ่งใน "คู่ขัดแย้ง" ของรัฐบาลอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย
สอดคล้องกับความเห็นของ "พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ" ผู้อํานวยการสํานักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ที่มองว่าการทำหน้าที่ของ 7 องค์กรอิสระที่อาสาเป็นตัวกลางในครั้งนี้สำเร็จยาก เพราะบทบาทขององค์กรอิสระบางหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ถูกมองเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลหรือ นปช.ไปแล้ว ดังนั้น กลุ่มคนเหล่านี้อาจไม่เชื่อถือเรื่องความเป็นกลางในการทำหน้าที่ จึงไม่น่าจะได้รับความร่วมมือในการร่วมหารือครั้งนี้
และดูเหมือนองค์กรอิสระบางหน่วยงานก็ "ถอนตัว" ในการร่วมเป็น "คนกลาง" เช่น อัยการ หรือศาล เพราะการเจรจาบางเรื่องอาจขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่จึงได้ถอนตัวไป
แม้ว่าการออกมาอาสาของ "คนกลาง" ในการเจรจาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองจะเป็นความปรารถนาดี แต่ "พล.อ.เอกชัย" เห็นในทางตรงข้ามว่า อาจถูกว่ามีวาระซ่อนเร้นอาจถูกมองว่าอยากมาเคลียร์ภาพตัวเองมากกว่า เพื่อยืนยันว่าตัวทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง เพราะฝ่ายรัฐบาล หรือ นปช.ก็มองว่าองค์กรอิสระบางหน่วยงาน เช่น กกต., ป.ป.ช.ไม่เป็นกลาง ร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามจะล้มรัฐบาล จึงเห็นว่าน่าจะกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองดีกว่า
"การอาสามาเป็นกลางต้องไม่ถูกมองว่าใส่เสื้อสีไหน เพราะหากถูกมองว่าเลือกข้างแล้วการทำหน้าที่ลำบากไม่ได้รับความเชื่อถือ"
สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้การหาคนกลางที่หลายฝ่ายให้ความเชื่อถือมีน้อยแต่ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย "พล.อ.เอกชัย" เห็นว่า กองทัพน่าจะมีบารมีและมีความน่าเชื่อถือที่สุด และจากสภาพปัจจุบันที่เป็นอยู่ทางกองทัพก็มีส่วนร่วมในการดูแลความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว ขณะนี้จึงดูเหมือนว่ามีเจ้าหน้าที่ของกองทัพนอกเครื่องแบบอยู่เกือบเต็มพื้นที่ เพียงแต่ไม่มีอาวุธหรือรถถังเข้ามาร่วมปฏิบัติการเท่านั้น
"ขณะนี้ในกรุงเทพฯ ก็มีทหารอยู่เต็มพื้นที่ไปหมด รัฐบาลเองก็รู้นี่คือการปฏิวัติเงียบ เพียงแต่ไม่มีรถถังกับอาวุธเท่านั้น ดังนั้น หากทหารมาเป็นคนกลางน่าจะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า และเชื่อว่าที่ผ่านมารัฐบาลน่าจะมีการไปเจรจากับทหารบ้างแล้ว"
ส่วนกระบวนการเจรจา "ผู้อํานวยการสํานักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า" เสนอให้ข้าราชการโดยปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงทำหน้าที่แทนรัฐบาลในการบริหารประเทศ ระหว่างคู่ขัดแย้ง 2 ฝ่ายพูดคุยกันให้หยุดรัฐธรมนูญไว้ก่อน ซึ่งหมายถึงคดีความต่างๆ ก็ให้หยุดไว้ก่อน เพื่อร่วมมือกันปฏิรูปประเทศก่อน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วค่อยเลือกตั้ง เชื่อว่าการปฏิรูปประเทศทำจริงใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 3 เดือนก็น่าจะเรียบร้อย
"การพูดคุยกันควรทำใต้ดินหรือเจรจานอกรอบไม่ต้องเป็นข่าว ซึ่งลักษณะแบบนี้เรียกว่าการปฏิวัติเงียบไม่ใช้อาวุธให้ทหารเป็นคนกลาง เพราะมีบารมีทั้ง 2 ฝ่ายให้การเชื่อถือ ให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ส่วนกลางโดยข้าราชการเป็นคนทำหน้าที่บริหารประเทศแทนรัฐบาล ในอดีตเคยทำมาแล้ว ไม่ต้องมีคณะรัฐมนตรีให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงบริหารประเทศในระยะสั้นระหว่างรอการปฏิรูปประเทศเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นค่อยให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป"
ส่วนสาเหตุที่ต้องเจรจากันใต้ดิน "พล.อ.เอกชัย" บอกว่า คนไทยเรื่องศักดิ์ศรี หรือรักษาหน้าตามาก่อนเรื่องอื่นไม่อยากให้สังคมรู้ และไม่ต้องการให้นักประชาธิปไตยออกมาต่อต้าน และไม่อยากให้อารยะประเทศมองประเทศในด้านเสียหาย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบด้านอื่นตามมา ดังนั้น การเจรจาใต้ดินจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดต่อทุกๆ ฝ่าย
.......................................
(หมายเหตุ : ทหารปฏิวัติเงียบเป็นคนกลางเจรจา : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)



