คอลัมนิสต์

นี่คือแบงก์ในประเทศไทย

นี่คือแบงก์ในประเทศไทย

29 ม.ค. 2552

เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ทั่วไปว่าตำรับยาหลักของรัฐบาลไทยในการแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจนั้นคือการพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและกระตุ้นให้ผู้คนพากันใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต รัฐบาลลงทุนถึงขนาดกู้เงินมาแจกประชาชนบางกลุ่มเพื่อให้เขาช่วยกันใช้เงิ

แต่การทุ่มเทหว่านเงินจนไม่ต้องเกรงกลัวใครจะว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่มาก รัฐบาลจึงหันไปมองหาคนอื่นที่มีเงินอยู่ในมือให้เร่งโปรยเงินออกมาบ้าง กลุ่มผู้ที่ถูกจับตามองเพื่อให้ความช่วยเหลือรัฐบาลในเรื่องนี้จึงไม่พ้นกลุ่มสถาบันการเงินอันได้แก่ธนาคารต่างๆ เป็นหลัก ในปีที่ผ่านมาบังเอิญทางธนาคารเกือบทุกธนาคาร “เซ็งลี้ฮ้อ” มีกำไรกันเป็นพันล้านหมื่นล้าน รัฐบาลจึงกล้าออกปากให้แบงก์ช่วยแบ่งเบาภาระรัฐบาลในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจบ้าง เช่น ขอให้แบงก์พาณิชย์ทั้งหลายช่วยปล่อยเงินกู้ให้มากขึ้นและเร็วขึ้นด้วย อีกอย่างหนึ่งก็คือให้หาทางลด “สเปรด” (ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้) ลงบ้าง ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของแบงก์ต่างๆ เริ่มตั้งแต่ 0.75% ต่อปี สำหรับเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ส่วนเงินฝากประจำนั้นดอกเบี้ย 1-2% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แบงก์คิดจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีนั้นเท่ากับ 7-8% ต่อปี สเปรดคำนวณตามอัตรานี้จึงเท่ากับ 6% มีผู้วิจารณ์ว่าสเปรด 6% นี้ค่อนข้างจะถ่างมากไปถ้าเทียบกับแบงก์ต่างชาติซึ่งเขาคิดสเปรดไว้เพียง 1-2% ประเด็นนี้รัฐบาลนี้เห็นด้วยจึงออกปากไปตามแบงก์ต่างๆ ให้พิจารณาปรับปรุง กล่าวคือให้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงบ้างหรือไม่ก็เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น หรือทำทั้งสองอย่าง เมื่อข่าวแพร่ออกไป “ขาใหญ่” ทางฝ่ายแบงก์ก็ออกมาพูดทำนองสอนมวยรัฐมนตรีคลัง ว่าแนะมาได้อย่างไร ทำไมไม่ให้แบงก์รัฐปฏิบัติการนำร่องเสียก่อน ทางฝ่ายผู้เสนอความเห็นก็แย้งกลับว่าแบงก์รัฐนั้น ค้าขายหยิบมือเดียวเมื่อเทียบกับแบงก์พาณิชย์ทั่วไป ถ้าให้แบงก์รัฐเริ่มนำร่องไปก่อนก็เหมือนเป็นปฏิบัติการฆ่าตัวตาย เมื่อมีข่าวเชิงวิวาทะนี้ออกไป ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็พากันเข้าข้างรัฐมนตรีคลังเพราะคนไทยไม่ค่อยชอบการพูดจาเชิงโอหัง สังเกตได้จากการอ่านคำวิจารณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ฉะนั้นเมื่อชาวบ้านพากันหมั่นไส้คำพูดและท่าทีของนายแบงก์เขาต้องหันไปเชียร์ฝ่ายรัฐมนตรีเป็นธรรมดา และยิ่งเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านมากขึ้น โดยผู้ฝากเงินอาจจะได้ดอกเบี้ยเงินฝากมากขึ้น ส่วนผู้ที่เป็นลูกหนี้ก็จะจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง พวกเขาย่อมชอบเป็นธรรมดา หันไปพิจารณาอัตราสเปรดที่สูงกว่าชาวบ้านเขามากมายนี้ ฝ่ายแบงก์ก็อ้างว่า มีต้นทุนทั้งทางตรงและต้นทุนแฝงหลายอย่างบางรายการแตกต่างกับแบงก์พาณิชย์เมืองนอกมาก แต่สังคมไทยก็ต้องการคำอธิบายมากกว่านี้ ต้องการเห็นกลไกในการควบคุมอัตราสเปรดมากกว่านี้และต้องการเห็นความโปร่งใสของระบบธนาคารภิบาลที่ดีกว่านี้ หวังว่ารมต.คลังคงไม่กระทำแต่เพียง “ส่งคำขอ” คงจะได้ทำอะไรที่หนักแน่นจริงจังและเป็นรูปธรรมกว่านี้ นายหนูใหญ่ [email protected]