คอลัมนิสต์

ช่องทางอุทธรณ์ของ'สาธิต เซกัล'

ช่องทางอุทธรณ์ของ'สาธิต เซกัล'

12 มี.ค. 2557

ช่องทางอุทธรณ์ของ'สาธิต เซกัล' : ขยายปมร้อน โดยวัฒนา ค้ำชู ,สมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl

            การแก้เกมชิงไหวชิงพริบไม่มีเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น การบริหารบ้านเมืองในปัจจุบันก็นำมาใช้ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตนเองเพลี่ยงพล้ำฝ่ายตรงข้ามจากเหตุการณ์ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ลงนามเห็นชอบการเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของ "สาธิต เซกัล" ประธานกลุ่มประชาคมสีลม และนายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย ทำให้ "ถาวร เสนเนียม" แกนนำ กปปส.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้จับกุมหรือคุมขังนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการ ศรส. และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากกระทำการฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้การคุ้มครองผู้ร่วมชุมนุม รวมถึง "สาธิต" ด้วย

            นั่นหมายความว่า หาก "ศรส." เนรเทศ "สาธิต" โดยอ้างเงื่อนไขทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่ศาลแพ่งได้พิพากษาห้าม "รัฐบาล" นำประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้ จึงถือว่าคำสั่งเนรเทศ "สาธิต" เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลแพ่ง ผู้สั่งมีโอกาสติดคุก

            ดังนั้น ในการประชุม "ศรส." เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาจึงมีมติและชี้แจงเกี่ยวกับคำสั่งเนรเทศ "สาธิต" ต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง โดย "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการ ศรส. ได้แถลงข่าวชี้แจงว่าการเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของสาธิต เซกัล หรือการเนรเทศ "สาธิต" เป็นการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเป็นการเฉพาะ มิได้พิจารณาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

            "ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายสาธิต กระทำผิดกฎหมายจริง โดยคณะกรรมการมีมติเห็นควรเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิต ตามมาตรา 53 ประกอบกับมาตรา 12(7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522"

            สำหรับ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12 ระบุว่า ห้ามมิให้คนต่างด้าวซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้เข้ามาในราชอาณาจักร (7) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ

            ส่วน มาตรา 53 ระบุว่า คนต่างด้าวซึ่งเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแล้วภายหลังปรากฏว่าเป็นบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 12 (7) หรือ (8) หรือเป็นบุคคลตามมาตรา 12 (10) หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา 43 วรรคสอง หรือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 44 หรือเป็นผู้ได้รับโทษตามมาตรา 63 หรือมาตรา 64 ให้อธิบดีเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการ ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าควรเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ก็ให้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อสั่งเพิกถอนการอนุญาตต่อไป

            ดังนั้น การเนรเทศ "สาธิต" โดยใช้เงื่อนไขตาม "พ.ร.บ.คนเข้าเมือง" ทำให้ "สาธิต" ต้องปฏิบัติตาม เพราะ "สาธิต" เป็นคนต่างด้าว การขึ้นเวทีเคลื่อนไหวทางการเมืองถือว่าเข้าข่ายในเรื่องความมั่นคงของชาติ

            ขั้นตอนต่อจากนี้ "สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง" (สตม.) จะรอหนังสือคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อทำหนังสือแจ้งต่อไปยัง "สาธิต" โดยหลังจากรับหนังสือ "สาธิต" สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 7 วัน

            การที่ "ศรส." ใช้กฎหมายคนเข้าเมืองเนรเทศ "สาธิต" แทนที่จะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ "สาธิต" อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เพราะยึดหลักห้ามคนต่างด้าวเคลื่อนไหวการเมือง

            แต่ก็ยังเหลือช่องทางที่ "สาธิต" จะใช้เป็นเงื่อนไขในการอุทธรณ์ได้ โดยยกข้อสังเกตการประชุมของ "คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง" มาเป็นเหตุผลในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

            โดยดูจากการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 "คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง" จำนวน 9 คน ซึ่งมี "ประภาส บุญยินดี" รองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน พิจารณาเห็นว่าคำปราศรัยของ "สาธิต" ยังไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แต่ต่อมา วันที่ 21 กุมภาพันธ์ กลับมีการประชุม "คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง" เพื่อพิจารณาเรื่องการเนรเทศ "สาธิต" ตามคำสั่ง ศรส.อีกครั้ง

            จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าการประชุมรอบสองโดยคำสั่ง "ศรส." ที่มี "นักการเมือง" นั่งหัวโต๊ะอาจเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมือง

            ทำให้ที่ประชุม"คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง" รอบสองมีมติลงคะแนนลับทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน จากคะแนนที่ออกมา 9 คน เสียงไม่เอกฉันท์ โดย 5 คน เห็นควรเนรเทศ "สาธิต" ขณะที่ 2 คน ไม่เห็นด้วย และงดออกเสียง 2 คน แต่หลังจากคณะกรรมการมีมติ "ศรส." โดย ร.ต.อ.เฉลิม ก็ยังไม่เซ็นคำสั่งเนรเทศ "สาธิต" ทันที ได้ส่งหนังสือกลับไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ยืนยันมติดังกล่าวอีกครั้ง และเพิ่งจะมาเซ็นคำสั่งเมื่อเย็นวันที่ 5 มีนาคม
 
            ทั้งหมดนี้ "สาธิต" สามารถนำไปประกอบการยื่นอุทธรณ์ต่อศาล โดยขอให้ "ประภาส" ในฐานะประธานการประชุมไปเป็นพยานชี้แจงที่ครั้งแรกมีมติไม่เนรเทศ สาเหตุการประชุมลับที่ไม่เคยมีมาก่อน และเสียงกรรมการไม่เป็นเอกฉันท์ รวมทั้งอ้างคำปราศรัยบนเวที กปปส. ที่ไม่พูดเรื่องการเมือง และการที่กระทรวงมหาดไทยได้อนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแสดงว่าที่ผ่านมามีความประพฤติดีไม่เป็นภัยต่อรัฐ

            แต่ที่ "สาธิต" ต้องมาประสบวิบากกรรมในครั้งนี้ เพราะเลือกข้างในสถานการณ์การเมืองกำลังแรง !

....................................

(หมายเหตุ : ช่องทางอุทธรณ์ของ'สาธิต เซกัล'  : ขยายปมร้อน โดยวัฒนา ค้ำชู ,สมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)