
ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน : บทบรรณาธิการประจำวันที่11มี.ค.2557
ไม่ใช่แค่เพียงภายหลังจากศาลแพ่งสั่งห้ามรัฐบาลดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จำนวน 9 ข้อ จนทำให้การบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กลายเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหารฉบับแรกที่ประกาศออกมาแล้วเหมือนกับไม่มีอำนาจใดๆ เพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ความจริงแล้ว พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจมหาศาลจนแทบจะเรียกว่า ไร้ขอบเขตแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เมื่อกฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง ผลข้างเคียงของกฎหมายจึงแสดงออกมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลทางลบ ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ของรัฐบาล ของประเทศที่มีต่อสายตาชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ที่เคยหรือไม่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มักจะมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือ สนามบินดอนเมือง ถ้าไม่ตัดสินใจล้มเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ก็ย้ายสนามบินไปลงที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ที่ภูเก็ต หาดใหญ่ หรือภาคเหนือ ก็เป็น จ.เชียงใหม่ ความเสียหายก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม หรือแหล่งช็อปปิ้งใจกลางเมืองหลวง ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้เคียงกับสถานที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส.และเป็นเป้าหมายหลักในยการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงแม้สภาพบังคับจะไม่มีอยู่จริงก็ตาม
มีคำถามถึงสมควรหรือยังว่าจะมีการยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นับตั้งแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งออกมา แต่ทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งรัฐบาล ก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ขณะที่เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้บริสุทธิ์นั้น กลับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำว่า ถึงแม้จะมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการป้องกันเหตุร้ายจากผู้ที่ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองได้อย่างที่มีการคาดหวัง
แม้จะเป็นสัญญาณที่ดีที่ฝ่ายความมั่นคงจะเสนอให้รัฐบาลยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขึ้นจริง และรัฐบาลอาจจะพิจารณาเช่นนั้นจริง แต่ก็อาจเรียกได้ว่า ไม่น่าจะมีผลอะไรต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ รวมทั้ง แม้ว่ารัฐบาลอาจประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงขึ้นมาอีกครั้ง ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. รวมทั้งไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อการก่อเหตุร้ายของผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ในสายตาของต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวก็น่าจะยังคงมองสถานการณ์ภายในประเทศไทยว่าอยู่ในภาวะ "เสี่ยง" อยู่ดี ตราบใดที่ผู้ที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมืองยังคงมีอิสระในการก่อเหตุรุนแรง
ความจริงแล้ว หากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ยังคงเป็นไปในลักษณะนี้อยู่ ที่เหลือก็เพียงแค่ว่า รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบในรักษาความปลอดภัยทั้งหลายจะต้องป้องกันอย่างเต็มที่ก็คือ ต้องไม่ให้มีคนร้ายเข้ามาลอบยิงลอบปาระเบิด เพื่อก่อเหตุรุนแรง ข่มขู่ผู้ชุมนุม โดยที่ขาดจิตสำนึกในความรักชาติบ้านเมือง ไม่รับรู้ว่า ผลกระทบต่อบ้านเมืองนั้นมันรุนแรงอย่างไร คิดแต่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้าว่า จะต้องขู่ต้องไล่ผู้ชุมนุมออกไปเท่านั้น ตรงนี้ต่างหากที่รัฐบาลจะต้องหาเครื่องมือ หรือกฎหมายทุกอย่างที่มี เพื่อลากคอคนที่ขาดจิตสำนึกรักบ้านรักเมืองมาลงโทษให้ได้



