
อย่าทำให้ทางออกยิ่งตีบตัน
อย่าทำให้ทางออกยิ่งตีบตัน : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2557
กรณีคนร้ายลอบยิงกระสุนเข้าไปภายในโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เมื่อค่ำวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่เกิดความสูญเสียบาดเจ็บล้มตายขึ้นก็ตาม แต่การกระทำเช่นนั้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องเลวร้าย และสมควรถูกประณามเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ระบุเอาไว้ว่า แม้แต่ในภาวะสงคราม แม้กระทั่งสงครามโลก โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ยังได้รับการยกเว้น ไม่ถูกคุกคามทำร้าย ขณะเดียวกัน แม้โรงพยาบาลจะรับรักษาผู้ป่วยจากเวทีการชุมนุมที่ถนนแจ้งวัฒนะ แต่ก็รับรักษาอีกฝ่ายหนึ่งด้วย เช่นเดียวกันกับบุคลากรของโรงพยาบาล ที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายความคิดเห็น ทั้งที่สนับสนุนแนวทางของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และฝ่ายต่อต้าน แต่ก็เคารพซึ่งกันและกัน ไม่เกิดความขัดแย้งกันขึ้น
การมุ่งโจมตีไปยังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะได้รับความปลอดภัยสูงสุดนี้ เป็นปฏิบัติการเลวร้ายต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ผู้ลงมือไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีมนุษยธรรมหลงเหลืออยู่ในจิตใจ อย่างเช่น เหตุการณ์ยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปบริเวณเวทีชุมนุมย่านราชประสงค์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และ 2 รายนั้นเป็นเด็กเล็ก เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน สร้างความโศกเศร้าให้แก่ผู้ครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างยากจะเยียวยา ขณะที่สังคมเองก็รู้สึกสะเทือนใจเรื่องเลวร้ายนี้ พร้อมทั้งประสานเสียงกันเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันยุติความรุนแรงลง ให้หลังจากนั้น 5 วัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้ประกาศคืนพื้นที่การชุมนุมตามจุดต่างๆ ที่เป็นการ "ปิดกรุงเทพฯ" เอาไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา เป็นนัยที่แสดงทางหนึ่งว่า พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงอย่างที่สุดแล้ว
แต่การปรับกระบวนทัพของ กปปส.กลับไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเน้นตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรงสำเหนียกถึงความรับผิดชอบอันพึงจะมี เพราะการโจมตีไปที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะนั้น เหมือนเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.โดยการนำของหลวงปู่พุทธะอิสระ ซึ่งไม่ได้ย้ายเวทีชุมนุมมารวมกับเวทีสวนลุมพินี ให้สลายการชุมนุม หรือคืนพื้นที่ เมื่อมองกันไปทางนี้ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่ที่สังคมจะคิดไปได้ว่า ไม่ว่าผู้ที่ลงมือยิงโรงพยาบาลจะเป็นคนจากกลุ่มไหนก็ตาม แต่ผลประโยชน์ที่จะได้ก็คือ การสร้างความหวาดกลัวให้เกิดกับกลุ่มผู้ชุมนุมของหลวงปู่พุทธะอิสระ ฝ่ายอำนาจรัฐที่มีหน้าที่ทั้งรักษาความสงบเรียบร้อยในชาติแล้ว ก็มีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นด้วยเช่นกัน ใช่ว่าเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงทำนองนี้แล้ว จะทำให้ผู้ชุมนุมสลายไปเองในที่สุด เช่นเดียวกับเหตุการณ์คนร้ายพยายามคุกคามผู้ชุมนุมของหลวงปู่พุทธะอิสระมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุร้ายแรงจะเป็นใคร และมีวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม แต่เชื่อว่า ย่อมไม่มีวิญญูชนคนใดเห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะถ้าจะใช้ความรุนแรงเข้ามาแก้ปัญหาด้วยการสร้างความหวาดกลัวขึ้นในหมู่ผู้ชุมนุม และถึงอย่างไรความบาดเจ็บล้มตายก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคลี่คลายหรือยุติลง ในทางกลับกันจะยิ่งทำให้หนทางของการแสวงหาทางออกด้วยวิธีสันติคับแคบตีบตันลงอีก ซึ่งเชื่อว่า ฝ่ายอำนาจรัฐที่เป็นรัฐบาลรักษาการเอง ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการป่าเถื่อนแบบนี้



