คอลัมนิสต์

สู้เพื่อคุณธรรม

สู้เพื่อคุณธรรม

09 มี.ค. 2557

สู้เพื่อคุณธรรม : บทบรรณาธิการประจำวันที่9มี.ค.2557

            บทบาทในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องถูกตีแผ่ถึงการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาสั่งให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกฯ ลงวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 30 กันยายน 2554 ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ เป็นการโอนย้ายโดยไม่มีเหตุผลว่าเจ้าตัวทำงานไม่มีประสิทธิภาพหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่องอย่างไร โดยให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้นายถวิลได้กลับสู่ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติภายใน 45 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา

            นับเป็นการต่อสู้ที่ต้องอดทนตลอด 2 ปี 6 เดือน ของข้าราชการประจำผู้นี้ ที่ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ด้วยข้อหากระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายกรณีที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมตามคำสั่งดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับตำแหน่งเลขาธิการ สมช.แทน เพื่อผลักดันให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. คำสั่งโยกย้ายจึงไม่ใช่เพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ หลังศาลปกครองกลางเพิกถอนคำสั่งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว และรัฐบาลก็พยายามสู้ด้วยการยื่นอุทธรณ์ก่อนจะจบลงที่ศาลปกครองสูงสุด

            จริงอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำ ย่อมมีอำนาจดุลพินิจในการบริหารงานบุคคลหมุนเวียนสับเปลี่ยนบทบาทหรือการทำหน้าที่ของข้าราชการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามแนวนโยบาย แต่ในการใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวนอกจากจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายแล้ว ยังจะต้องมีเหตุผลรองรับที่มีอยู่จริงและอธิบายได้ ไม่เช่นนั้นก็อาจถูกฟ้องกลับตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในเรื่องการเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตัวเองและผู้อื่น อาจจะส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้เช่นกัน หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลความผิดเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ทับซ้อน

            กระนั้นก็ดี เรื่องของนายถวิล หากมองว่าเป็นกรณีของข้าราชการเพียงคนหนึ่งที่ถูกโยกย้าย ก็จะเป็นเพียงเรื่องทั่วๆ ไปที่เกิดขึ้นได้ทุกปี และบ่อยครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเจ้ากระทรวงหรือเจ้านายใหม่ขึ้นมา คงไม่ก่อให้เกิดผลอะไรเท่าใดนัก แต่ถ้ามองว่า เป็นต้นแบบของการต่อสู้อาจทำให้ข้าราชการหลายคนที่ถูกย้ายไม่เป็นธรรมเกิดขวัญและกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับการโยกย้ายโดยไร้เหตุผล หรือเพียงเพื่อที่จะตอบแทนบุญคุณเครือญาติพี่น้องหรือบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ตนเอง ถ้าระบบราชการสนองตอบต่อระบบการเมืองโดยไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินระบบคุณธรรมก็จะทำให้เกิดปัญหาในตัวระบบ การทำงานก็จะติดขัด จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกชุดต้องนำไปศึกษาและเอาใจใส่ถึงการโยกย้ายทุกครั้ง ไม่ใช่แค่คำสวยหรูเพื่อความเหมาะสมเท่านั้น จะต้องเป็นไปด้วยความถูกต้องตามครรลอง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นบูเมอแรงพุ่งเข้าใส่รัฐบาลได้ในภายหลัง