คอลัมนิสต์

สัญญาณด้านลบจากวุฒิสภา

สัญญาณด้านลบจากวุฒิสภา

24 มิ.ย. 2552

รัฐบาลได้รับสัญญาณเตือนจากวุฒิสภาว่าการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ นั้นจะไม่ง่ายอีกต่อไป แม้จะไม่มีอำนาจยับยั้งหรือล้มสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอก็ตาม อย่างน้อยที่สุด การหวังพึ่งเสียงสนับสนุนในวุฒิสภา ซึ่งเคยมีความเห็นอกเห็นใจรัฐบาลก่อนหน้านี้ คงไม่เป็นสิ่งแน่นอน โดยเฉพา

 ท่าทีและจุดยืนของวุฒิสภาเริ่มเด่นชัดวันจันทร์ เมื่อการประชุมได้พิจารณาร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2552 ซึ่งวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการขยายเพดานภาษีน้ำมันของรัฐบาล โดยเชื่อว่าการปรับเพิ่มภาษีน้ำมัน จะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน เพราะหากราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนสินค้าสำหรับประชาชนก็จะสูงขึ้นเช่นกัน จึงเห็นว่ารัฐควรใช้วิธีการหารายได้โดยวิธีอื่น เช่น การเร่งรัดการลงทุนจากต่างประเทศ และชี้แจงให้ชัดเจนถึงกรอบการขึ้นภาษีน้ำมัน ว่าจะขึ้นเท่าไร อย่างไร

 คำอธิบายของ นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่าการขยายเพดานภาษีสรรพสามิตน้ำมันจาก 5 บาท เป็น 10 บาท ของรัฐบาลนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลจะใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเข้ามาดูแล ซึ่งการที่ราคาน้ำมันขายปลีกเพิ่มขึ้นในขณะนี้ มีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้วุฒิสมาชิกในที่ประชุมเห็นด้วยแต่อย่างใด เพราะการเพิ่มภาษีนั้นเป็นอัตราเท่าตัวขณะที่สภาวะเศรษฐกิจยังมีปัญหา รัฐบาลยังแก้ไขไม่ได้

 หลังจากการถกเถียงเกือบ 2 ชั่วโมง ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติไม่เห็นชอบ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยคะแนน 58 ต่อ 33 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และแสดงให้เห็นว่าวุฒิสมาชิกหลายคนไม่อยู่ในที่ประชุม เพราะจำนวนเสียงยังขาดไปอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม การไม่เห็นชอบด้วยเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลเห็นว่าจะมีอุปสรรคในการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ทำให้ใช้เวลามากกว่าเดิมเพราะจะต้องส่งไปให้สภาผู้แทนฯ พิจารณากันใหม่ หากได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็บังคับใช้ได้ ไม่ต้องผ่านความเห็นของวุฒิสภาอีกรอบ เพราะเป็นเพียงผู้ตรวจสอบเท่านั้น

 รัฐบาลต้องติดตามการอภิปรายและท่าทีของวุฒิสภา กรณี พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าประเมินจากร่างกฎหมายภาษีสรรพสามิต นับว่าโอกาสที่รัฐบาลจะได้รับความเห็นชอบนั้นมีไม่มาก เพราะเสียงส่วนใหญ่ต่างมองว่าการกู้เงินเท่ากับสร้างภาระให้ประเทศชาติในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลขาดแผนชัดเจนในการหารายได้ และไม่มีความแน่นอนว่าสภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเพื่อให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เข้าเป้าเมื่อใด ดังนั้นการส่งร่างกฎหมายซึ่งไม่ผ่านโดยวุฒิสภาให้สภาผู้แทนฯ ยืนยันเท่ากับเปิดช่องให้ฝ่ายค้านมีเหตุตำหนิหรือโจมตีรัฐบาลด้านการบริหารบ้านเมือง อาจสร้างผลกระทบด้านความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจที่มีต่อรัฐบาล ทำให้ความพยายามกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจยากกว่าที่คาดไว้ก็ได้