คอลัมนิสต์

ถึงคราวทหารรักษากฎหมาย

ถึงคราวทหารรักษากฎหมาย

04 มี.ค. 2557

ถึงคราวทหารรักษากฎหมาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่4มี.ค.2557

             กระแสเสียงจากบรรดาแกนนำผู้ชุมนุมมวลชนคนเสื้อแดงภายหลังกองทัพเริ่มขยับออกมาแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาแบ่งแยกประเทศกับบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง เริ่มจาก จ.เชียงใหม่ นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 หลังจากมีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงใน จ.เชียงใหม่ และปรากฏป้ายผ้าที่อาจสร้างความเข้าใจในหมู่คนทั่วไปในลักษณะสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหลายออกมาปฏิเสธ ว่าหาได้มีเจตนาเช่นนั้นไม่ พร้อมทั้งชี้แจงว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองมีเจตนาเพื่อสร้างและรักษาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

             ก่อนหน้านี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และภาคอีสานอย่างคึกคัก ตามแรงเหวี่ยงของกระแสการเมืองที่พลิกผันและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป แต่ก็เพราะการจัดการเลือกตั้งทั่วไปยังไม่อาจสิ้นสุดยุติ เนื่องเพราะความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นทำให้แนวโน้มที่จะได้ผลการเลือกตั้งทั่วไปในระยะเวลา 2-3 เดือนข้างหน้าเป็นไปอย่างริบหรี่ นั่นย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อรักษาการรัฐบาล ซึ่งมวลชนคนเสื้อแดงให้การสนับสนุนอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

             แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระทำหรือมาทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้กระทบ หรือส่งผลลบต่อรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองใด พรรคการเมืองใดที่ตนหรือกลุ่มพวกตนให้การสนับสนุน แล้วพวกตนจะสามารถออกไปแสดงความคิดเห็น หรือชุมนุมได้อย่างอิสรเสรี นึกจะพูดอะไรก็พูดได้ อยากจะทำอะไรก็ทำได้ โดยที่ไม่ต้องคิดว่า การกระทำหรือการพูดเพื่อปลุกเร้ามวลชนนั้น จะส่งผลกระทบต่อใครบ้าง จะสร้างปัญหาในเรื่องความสงบ หรือกระทบต่อศีลธรรมอันดีของคนในชาติอย่างไร หรือกระทั่งสิ่งที่พูด-ทำนั้น ละเมิดกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่ต้องนำพา

             การแสดงบทบาทของกองทัพในครั้งนี้ นับเป็นอีกครั้งที่พยายามทำเพื่อให้ผู้คนในประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถึงแม้ว่า "อุดมการณ์ทางการเมือง" จะทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิด แต่การปล่อยให้ความแตกแยกทางความคิดได้ถูกแสดงออกมาโดยที่กลไกรัฐ กลไกกฎหมาย ไม่อาจควบคุม หรือจำกัดให้แสดงออกภายในกรอบเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ ก็ชอบแล้วที่กองทัพจะออกมาเพื่อหยุดยั้งการกระทำนั้นภายใต้กรอบกฎหมายที่ให้อำนาจเอาไว้ ถึงแม้ว่า หน้าที่เช่นนี้ ควรจะเป็นกลไกอื่นภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลรักษาการก็ตาม

             จริงอยู่บ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้หากว่าปล่อยให้ผู้คนพากันละเมิดกฎหมาย ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี แต่จะให้บ้านเมืองอยู่กันได้อย่างไรในเมื่อกฎหมายและกรอบศีลธรรมอันดีนั้น ถึงแม้จะรับรู้ว่า ยังมีอยู่ แต่ผู้ที่มีหน้าที่รักษากฎหมายพากันเพิกเฉย ลูบหน้าปะจมูก เกรงอำนาจทางการเมือง หรือกระทั่งบางส่วนกลับมองว่า เป็นการแสดงออกทางการเมือง จัดการวินิจฉัยตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมยังไม่เริ่มต้นขึ้นเสียเบ็ดเสร็จ หากปล่อยให้สถานการณ์การละเมิดกฎหมายยืดเยื้อออกไปเช่นนี้ อย่าว่าแต่บ้านเมืองเลย แม้แต่ผู้คนในครอบครัวหน่วยของสังคมที่เล็กที่สุด ก็ยากที่จะอยู่ร่วมกันโดยสงบสันติ