คอลัมนิสต์

สร้างภาพ....ทำร้ายชาติ

สร้างภาพ....ทำร้ายชาติ

02 มี.ค. 2557

สร้างภาพ....ทำร้ายชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 มี.ค.2557

              กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองกับแนวคิดของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการถึงนายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ช่วยเข้ามาเป็นคนกลางในการแก้ไขวิกฤติทางการเมืองขณะนี้ หลังจากได้ชิมลางด้วยการโทรศัพท์หยอดหวานถึงคุณสมบัติความเหมาะสมของเลขาธิการสหประชาชาติผู้นี้ ด้วยเหตุที่ว่าคนไทยไม่มีใครที่เป็นคนกลางได้ หากพร้อมเมื่อไหร่หรือสะดวกในวันไหนก็ให้บอกมา โดยจะมีการเปิดให้หารือกับตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ อาทิ ผู้นำฝ่ายค้าน องค์กรอิสระ ตัวแทนศาลยุติธรรม และผู้นำเหล่าทัพ ด้วย

              ถือเป็นความปรารถนาดีของนายสุรพงษ์ ซึ่งสวมหมวกอีกใบในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ที่ต้องการสร้างความสงบให้บ้านเมือง ท่ามกลางบรรยากาศของการท้าทายของผู้นำทั้ง 2 ขั้วในข้อเรียกร้องให้มีการเจรจาด้วยเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างรับกันไม่ได้ ไม่เพียงแค่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะปฏิเสธเจรจาตัวต่อตัวพร้อมถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เท่านั้น นายกรัฐมนตรี ยังหยิบยกการทำหน้าที่รักษาประชาธิปไตยอย่างไม่ลดละ พร้อมทั้งแสดงความเห็นด้วยหากจะมีคนกลางมาร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศในครั้งนี้   

              คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่หน่วยงานระดับโลกแห่งนี้จะเข้ามายุ่มย่ามหรือทำอะไรเกินอำนาจหน้าที่ตัวเอง กฎบัตรสหประชาชาติมีหลักการสำคัญเรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศของประเทศอื่น ยกเว้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสันติภาพ มีการรุกราน หรือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง กว้างขวาง เราต้องมีความชัดเจนว่าจะให้นายบัน คี มุน เข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในประเทศไทยในเรื่องอะไร เพราะการจะให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงจะต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากทุกฝ่าย ที่ผ่านมามีบทเรียนมาแล้วกับการพยายามสร้างภาพของรัฐบาลตั้งแต่การเชิญนายโทนี แบลร์ อดีตนายกฯ อังกฤษ โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อมาสร้างความปรองดองในชาติไทย

              สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้มีความห่างไกลและแตกต่างจากบริบทที่สหประชาชาติเคยเข้าไปมีบทบาท เป็นเรื่องของการขับไล่รัฐบาลที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่ามีความผิดพลาดในการบริหารประเทศ ทนไม่ได้กับผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงละเว้นและปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร ที่สำคัญสหประชาชาติเองได้แสดงความห่วงใยต่อกรณีการใช้อาวุธสงครามถล่มผู้ชุมนุมโดยเฉพาะเด็ก คนแก่ และผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ได้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ซึ่งเกือบทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับผู้ชุมนุมแทบทั้งสิ้น เห็นได้ว่าเหล่านี้เป็นเรื่องการเมืองภายในล้วนๆ รัฐบาลไม่ควรสร้างภาพติดลบเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาประชาคมโลก ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศมองว่ารัฐไทยอยู่ในภาวะล้มเหลว อาจส่งผลกระทบด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการเมืองและสังคมอย่างกว้างขวาง ดังนั้นการเมืองไทยควรแก้ด้วยคนไทย ทุกปัญหามีทางออก หากทุกฝ่ายลดทิฐิและจริงใจที่จะแก้ปัญหา