
อินทัช-เอไอเอส...บนเส้นทางขัดแย้ง2นครา!
อินทัช-เอไอเอส...บนเส้นทางขัดแย้ง2นครา! : กระดานความคิด โดยแกร่ง หินเพลิง
เป็นอีกครั้งที่กลุ่ม “ชินคอร์ป” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและค่ายมือถือ “เอไอเอส” บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ต้องเผชิญกับ “วิบากกรรม” ของการดำเนินธุรกิจ ต้องถูกดึงเข้าสู่วงจรความขัดแย้งทางการเมือง
แม้ “นายใหญ่ดูไบ” และครอบครัวตระกูลชินวัตรจะขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในกลุ่มชินคอร์ป ที่วันนี้ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์มาใช้ชื่อกลุ่ม “อินทัช” ไปตั้งแต่ 23 มกราคม 2549 หรือเมื่อกว่า 8 ปีมาแล้ว ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในครั้งนั้นกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท
ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเผชิญกับ “มรสุมระลอกใหญ่” ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ “ริบเงิน” ที่ได้จากการขายหุ้นในครั้งนั้นไปกว่า 4 หมื่นล้านบาทเข้ารัฐ
แต่ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น ชื่อของกลุ่ม “ชินคอร์ป” และ “เอไอเอส” เป็นต้องถูกดึงเข้าสู่วงจรความขัดแย้งมาโดยตลอด !
ล่าสุด เลขาธิการ กปปส.เปิดปฏิบัติการนำม็อบ กปปส.เข้าปิดล้อมธุรกิจในเครือชินวัตร ด้วยอ้างว่าเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายธุรกิจของตระกูลชินวัตร เรียกร้องให้มวลมหาประชาชนยกเลิกการใช้มือถือในเครือข่าย "เอไอเอส" โยกย้ายไปค่ายอื่นแทน...
แม้ฝ่ายบริหารบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “อินทัช” ในปัจจุบัน และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) จะยืนยัน-นั่งยันมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีความเกี่ยวพันใดๆ กับผู้คนในตระกูลชินวัตรแล้ว กางรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 10-20 อันดับแรกของ 2 บริษัทสื่อสารยักษ์นี้ให้ดูก็หลายหน
ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของ “อินทัช” และ “เอไอเอส” วันนี้ นอกจากกลุ่มเทมาเส็กในนาม “แอสเพน โฮลดิ้งส์” และ “กองทุนสิงห์เทล” ที่เป็นบริษัทลูกของกลุ่มทุนเทมาเส็กจะถือหุ้นใหญ่แล้ว ที่เหลือก็ล้วนแต่เป็นผู้ถือหุ้นที่เป็นกองทุนทั้งในและต่างประเทศ สถาบันการเงิน รวมทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อยที่เป็น Public ทั้งสิ้น
ที่จริงปฏิบัติการของ กปปส.ครั้งนี้ จะมีใครรู้หรือไม่ว่า ท้ายที่สุดแล้วมันจะย้อนกลับมากระทบต่อสถานะของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และรัฐบาลเอง
ทำไมนะหรือ?
ก็ทรัพย์สินในโครงข่ายมือถือของเอไอเอสทั้งหมด ทั้งโครงข่ายมือถือที่บริษัทลงทุนลงแรงไปกว่า 1.5 แสนล้านบาท รวมไปถึงเลขหมายมือถืออีกกว่า 30 ล้านนั้น ล้วนเป็นทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานบีทีโอ ที่ต้องยกให้แก่รัฐ คือ บริษัท ทีโอที ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญากันในปี 2558 หรือขวบปีเศษจากนี้
ขณะที่ในส่วนของผลประกอบการเอไอเอสในปัจจุบันนั้น บริษัทยังคงมีพันธะที่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน 30% ของรายได้ให้แก่ทีโอทีอีกด้วย คิดเป็นเม็ดเงินปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ถึงเวลานั้นทั้งโครงข่าย เครือข่าย แม้แต่ระบบไฟเบอร์ออพติกใดๆ ที่บริษัทจัดสร้างขึ้นเหล่านี้ จะต้องโอนไปให้บริษัททีโอทีประกอบการต่อ จะเอาไปให้เช่าหรือดำเนินการเองอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของทีโอที
ส่วนธุรกิจของเอไอเอสหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานนั้น จะเหลืออยู่เพียงบริการมือถือระบบ 3 จีใหม่บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่บริษัทเพิ่งได้รับใบอนุญาตมาเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันลูกค้า 3 จีอยู่ราว 15 ล้านเลขหมาย จากจำนวนลูกค้ามือถือที่บริษัทมีอยู่ทั้งหมดราว 42 ล้านเลขหมาย
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การทุบทำลายธุรกิจมือถือเอไอเอสวันนี้ ก็เท่ากับทุบทำลายรายได้ของทีโอทีไปด้วย ทั้งปัจจุบันและอนาคต หากในท้ายที่สุดแล้วโครงข่ายทรัพย์สินเหล่านี้เสียหายไป ทีโอทีก็คงได้โครงข่ายเน่าๆ ไปเหมือนกัน (ฮา)



