คอลัมนิสต์

ดึงยูเอ็นอย่ามีวาระซ่อนเร้น

ดึงยูเอ็นอย่ามีวาระซ่อนเร้น

27 ก.พ. 2557

ดึงยูเอ็นอย่ามีวาระซ่อนเร้น : บทบรรณาธิการประจำวันที่27ก.พ.2557

             สถานการณ์การเมืองของประเทศยังคงมีเหตุรุนแรงต่อเนื่อง และถึงขั้นมีการปลุกกระแสแบ่งแยกประชาชนจนเกิดความหวั่นวิตกว่าจะเกิดสงครามประชาชนขึ้น ลุกลามไปถึงการแบ่งแยกประเทศ นับเป็นความแตกแยกขัดแย้งที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่างฝ่ายต่างหยิบยกเหตุผลเข้าข้างฝ่ายตัวเอง ไม่มีฝ่ายใดยอมลดลาวาศอก ไม่มีความประนีประนอมที่จะเห็นแสงสว่างของทางออกปัญหาได้เลย แม้จะมีความพยายามให้เกิดการเจรจาขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่า หนทางนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นแค่ไหน โดยเฉพาะนักวิชาการเพื่อสันติได้ออกมาเตือนสังคมทุกกลุ่มทุกฝ่ายและมองว่า สถานการณ์ตอนนี้เลยจุดพูดคุยเจรจาแล้ว ถือเป็นภาวะสุ่มเสี่ยงของประเทศอย่างมาก จากนี้ไปต้องเฝ้าระวังและพยายามไม่ให้เกิดความแตกหักนำไปสู่ภาวะแตกเป็นเสี่ยงของประเทศ

             ก่อนหน้านี้แนวทางปฏิรูปประเทศเคยถูกนำขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางแสวงหาทางออกวิกฤติ และเป็นสิ่งที่คู่ขัดแย้งสองฝ่ายต่างเห็นด้วยและให้การยอมรับ เพราะถือว่าเป็นต้นตอที่นำมาสู่ความขัดแย้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องดังกล่าวกลับถูกเพิกเฉยเงียบหายไป ทั้งที่มีองค์กรกลางและหน่วยงาน ตลอดจนกลุ่มนักวิชาการจำนวนมากเสนอแนะประเด็น ตลอดจนวิธีการแก้ไข ทั้งเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เพิ่มสูงขึ้น การที่กลุ่มทุนครอบงำพรรคการเมืองและมีอำนาจเหนือผู้แทนราษฎรที่กลายสภาพเป็นเพียงพนักงานบริษัท การควบคุมและตรวจสอบความคุ้มค่าของโครงการประชานิยม เพราะเห็นถึงผลเสียได้ชัดเจนจากโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา การทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้ดีขึ้น นี่เป็นเพียงหัวข้อบางส่วนในอีกจำนวนมากที่ต้องเปลี่ยนแปลง

             ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองยังส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์รายงานการส่งออกสินค้าเดือนมกราคมติดลบ 1.98% จากเดือนธันวาคม 2556 ที่โต 1.87% โดยมีมูลค่า 17,907 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มสินค้าส่งออกที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว 22% วัสดุก่อสร้างหดตัว 40.8% ทำให้สินค้าส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวมลดลง 0.2% ขณะเดียวกันสินค้าในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรก็ลดลง 7.5% ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงมาจากความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศ อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ที่ไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถส่งมอบสินค้าได้ทันเวลา ซึ่งผลพวงถดถอยด้านเศรษฐกิจย่อมส่งผลไปถึงประชาชนทุกคนแบบไม่เลือกข้างเลือกกลุ่มสีและกำลังเกิดขึ้นแล้ว

             การพยายามคลี่คลายวิกฤติยังต้องดำเนินต่อไป ซึ่งมีข้อเสนอจาก รมว.ต่างประเทศ ที่จะเชิญเลขาธิการสหประชาชาติมาให้คำแนะนำ เนื่องจากสหประชาชาติมีประสบการณ์ในการพูดคุยหาทางออกและแก้ไขความขัดแย้งของประเทศอื่นๆ ถือเป็นคนกลางที่เข้ามาไกล่เกลี่ย แต่อยู่ที่ว่าจะเป็นที่ยอมรับของคู่กรณีและทุกฝ่ายหรือไม่ และประการสำคัญ การนำเข้ามาในวังวนขัดแย้งของไทยต้องกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีวาระแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายตัวเอง แต่ผลักฝ่ายตรงข้ามเป็นกลุ่มไม่เคารพกฎหมาย ไม่ยึดระบอบปกครอง เพราะสหประชาชาติย่อมไม่รู้ถึงต้นตอสาเหตุว่า ทำไมมวลมหาประชาชนจึงต้องออกมาเพื่อเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทย ถ้ารัฐบาลดึงมาเป็นเครื่องมือเช่นนั้นก็อย่าทำเสียดีกว่า ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อบ้านเมือง