
รัฐบาลเลือกตั้งกับผลงาน
รัฐบาลเลือกตั้งกับผลงาน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงจาการ์ตา-อินโดนีเซียกำลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเร็วๆ นี้ ครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากมีคู่แข่งสิบกว่าคน อีกอย่างคือ การเมืองอินโดนีเซียมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังขับไล่ ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ออกจากตำแหน่งในปี 1998 ช่วง 16 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้เดินหน้าอย่างสง่างาม
ประชาธิปไตยอินโดนีเซียกำลังไปได้สวย ถึงแม้ว่ายังเยาว์วัย ถ้ามาเปรียบเทียบกับการเมืองไทยที่มีระบอบประชาธิปไตยแบบล้มลุกคลุกคลานมานานที่สุดในอาเซียนถึง 80 กว่าปี อินโดนีเซียซึ่งเคยมีทหารปกครองแบบเบ็ดเสร็จยอมถอยออกจากการเมืองและออกมาช่วยเสริมการเมืองแบบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมากขึ้น ผู้นำทหารอินโดนีเซียเดินทางไปทั่วโลกเพื่อบรรยายเกี่ยวกับบทบาททหารในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสัมพันธ์กับพลเรือน
ขณะนี้มีการถกเถียงกันมากในประเทศนี้ว่า รัฐบาลของ ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ซึ่งกำลังจะหมดอำนาจ มีผลงานดีเด่นแค่ไหน เมื่อเร็วๆ นี้นักข่าวที่นี่ช่วยกันโหวตให้คะแนนผู้นำคนนี้มากอันดับหนึ่งในฐานะผู้นำมีมิตรภาพและสัมพันธ์ดีต่อสื่อมวลชน
ที่น่าสนใจคือ สื่อมวลชนอินโดนีเซียมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสองสมัยของ ยุดโดโยโน อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยเฉพาะในเรื่องคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ฉุดความเจริญในสังคม แต่ ยุดโดโยโน ก็ไม่โมโห ยิ้มแย้มเหมือนเดิม
ตอนนี้ประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยมักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีระบอบการเมืองแบบเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการว่า รัฐบาลแบบหลังเช่นสิงคโปร์ หรือเวียดนาม มักมีผลงานที่มีประสิทธิภาพและดูเหมือนการตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้นดีกว่า นักวิชาการที่นี่พยายามหาสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น
ประเด็นแรก คือ คุณภาพบรรดาข้าราชการที่ทำงานในแต่ละประเทศ เป็นกลุ่มที่ถูกคัดเลือกมาทำหน้าที่ปกครองประเทศ วันต่อวัน ในสิงคโปร์คุณภาพของข้าราชการดีมาก มีการคัดเลือกอย่างดีตามความสามารถ ไม่มีการใช้เส้นสายแบบในประเทศอื่นๆ ในประเทศอื่นๆ ข้าราชการเล่นเส้นสาย
ประเด็นที่สองคือ กลุ่มพ่อค้าวาณิชที่มีบทบาทในการซื้อขายทำมาหากินวันต่อวันในสังคมต่ละประเทศ อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์จะพบว่ามีครอบครัวบางครอบครัวมีอำนาจกุมเศรษฐกิจในพื้นที่เมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด บางกลุ่มสามารถย้ายทุนหรือที่ทำการมาสู่เมืองหลวงเพื่อเข้ามาลิ้มรสชีวิตในเมืองใหญ่ คนกลุ่มนี้พลอยเอานิสัยวิธีการค้าที่ตัวเองคุ้นเคยมาใช้ ทำให้เกิดมีเครือข่ายหรือเส้นสายในการค้าขายทั้งในเมืองหลวงกับภูมิลำเนาเดิม ทำให้มีอำนาจเศรษฐกิจผูกขาด
ประเด็นที่สามคือ สภาพสิ่งแวดล้อมนอกประเทศ ในประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศในอาเซียน แรงกดดันจากนอกประเทศมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในมาก อินโดนีเซียเรียกร้องอิสรภาพจากประเทศฮอลแลนด์หรือเนเธอร์แลนด์ มีการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ทำให้ประเทศรู้ดีว่าใครเป็นศัตรูหรือเป็นเพื่อน และสามารถวางตัวถูกต้องในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
ประเทศในเอเชียอาคเนย์ที่เคยผ่านอาณานิคมมาจะมีระบบข้าราชการและโครงสังคมที่เข้มแข็งและสามารถนำมาปรับหรือพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า มาเลเซีย สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดี
ในเอเชีย เกาหลีใต้และไต้หวันก็เป็นตัวอย่างได้ ทั้งสองประเทศเคยเป็นเผด็จการมาก่อน ตอนนี้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ที่ทำได้ดี เพราะระบบข้าราชการอยู่ตัว เวลาเปิดกว้าง ทำได้ทันที ไม่มีการเสี่ยงหรือต้องมาตั้งตนใหม่
ไทยเราต้องพัฒนาการเมืองด้วยแข้งขาตัวเอง ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเพื่อหาระบอบการเมืองที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมที่สุด มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนับครั้งไม่ถ้วน คิดว่ารัฐธรรมนูญที่ดีก็จะได้นักการเมืองที่มาช่วยบ้านเมืองทำให้รัฐบาลที่อยู่ในอำนาจสามารถสร้างผลงานดีๆ ออกมา
ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ยังไม่สามารถสร้างผลงานประทับใจประชาชนได้ เลยกลายเป็นปัญหา เพราะในสังคมประชาธิปไตย ผลงานรัฐบาลน่าจะดีกว่า เพราะประชาชนเลือกเข้ามา แต่พอเอาเข้าจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ในอินโดนีเซีย การเมืองประชาธิปไตยมีความชัดเจนและมีแนวทางของตัวเองที่น่าสนใจ อินโดนีเซียมองตัวเองเป็นประชาธิปไตยที่มีบรรลุนิติภาวะแล้ว หลายประเทศยอมรับถือเป็นประเทศมีประชาธิไตยใหญ่ป็นอันดับสาม นอกจากจะเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก



