คอลัมนิสต์

'สันติวิธี-ปฏิรูป'ยาวิเศษหรือแค่ราคาคุย

'สันติวิธี-ปฏิรูป'ยาวิเศษหรือแค่ราคาคุย

20 ก.พ. 2557

'สันติวิธี-ปฏิรูป'ยาวิเศษหรือแค่ราคาคุย : กระดานความคิดโดยสำราญ สมพงษ์(FB-Samran Sompong)

               ตั้งแต่ที่มีการชุมนุมทางการเมืองต่างฝ่ายต่างก็ตอบโต้กันไปมา "กูดีมึงเลว" ประมาณนี้ ด้วยยุทธวิธีต่างๆ ผ่านสื่อของตัวเองบ้างสื่อบริวารบ้าง แม้นว่าฝ่ายตรงข้ามจะดีอย่างไรก็ไม่สนใจ ฝ่ายที่เป็นกลางค่อยแนะนำวิถีทางออกแทบจะไม่มีความหมายหรือเสียงไม่ดังเอาเสียเลย

               ฝ่ายที่เป็นกลางนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้างเมือง หรือผู้ที่มีบทบาทโดยตรงนั้นก็คือนักสันติวิธีหรือนักสันติภาพ สำหรับประเทศไทยก็มีสำนักสันติภาพหลายสำนักด้วยกัน แสดงความเห็นเข้าขากันบ้าง เตะขากันบ้าง หรือมีลักษณ์แอบเหล่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบ้างก็มีให้เห็นกันอยู่จึงทำให้เสียงไม่ค่อยมีพลัง

               อย่างเช่นล่าสุดพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล แห่งสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลและกลุ่ม กปปส. โดยล่าสุดเกิดเหตุที่บริเวณพื้นที่การชุมนุมของกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ (กปท.) บริเวณแยกผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 5 รายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนความย่ามใจของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ที่ใช้กำลังบุกเข้าไปยึดพื้นที่อีกครั้ง หลังจากที่ทำสำเร็จแล้วในพื้นที่ถนนราชดำเนิน ใกล้กับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคปท. ทั้งนี้การใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่จากการชุมนุมทั้ง 5 เวทีพร้อมกันนั้นถือเป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะในพื้นที่ชุมนุมได้มีการตั้งรับ เมื่อตำรวจเข้ามาจึงเกิดการปะทะกันเกิดขึ้น

               พล.อ.เอกชัย กล่าวด้วยว่าทางออกมีอยู่ 2 วิธี โดยวิธีแรก คนระดับแกนนำต้องหารือเพื่อยุติปัญหาร่วมกัน ไม่ว่าจะในรูปแบบคนกลาง หรือแกนนำของแต่ละฝ่ายพูดคุยกัน ซึ่งตนมองว่าปัจจุบันยังเป็นสถานการณ์ที่คุยกันได้ หากแกนนำปฏิเสธการพูดคุย เชื่อว่าอนาคตเขาก็จะคุยกันแต่เปลี่ยนสถานที่ คือ ในเรือนจำ เพราะแกนนำรัฐบาลถูกพิจารณาในคดีความต่างๆ ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. และแกนนำ กปปส. ต่างมีหมายจับ และคดีความติดตัวทั้งนั้น

               ส่วนวิธีที่สอง คือประชาชนต้องเดินหน้าการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยไม่ต้องรอนักการเมืองหรือฝ่ายรัฐ รวมถึงเลิกคาดหวังว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเข้ามาปฏิรูปเพราะสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ตอนนี้คือการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และที่ผ่านมาตนไม่พบว่าฝ่ายการเมืองจะเอาจริงเอาจังเรื่องการปฏิรูปซึ่งตนขอตั้งคำถามว่าประเด็นปฏิรูปที่ฝ่ายการเมืองพูดนั้นเป็นการหลอกลวงประชาชนไปวันๆ หรือไม่

               ส่วนนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ไม่มีประโยชน์ที่จะไปตำหนิฝ่ายใด เพราะทางตำรวจได้เข้าไปเจรจากับฝ่ายผู้ชุมนุมกปท. เพื่อขอคืนพื้นที่การจราจรแล้ว แต่ตนไม่ทราบว่าผลของการเจรจานั้นได้ข้อสรุปเช่นไร เหตุการณ์จึงออกมาเป็นลักษณะดังกล่าว ดังนั้นเหตุการณ์ปะทะจนมีเจ้าหน้าที่และประชาชนบาดเจ็บ จนถึงขั้นเสียชีวิตนั้นถือเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องนำไปพิจารณา ส่วนสถานการณ์ความรุนแรงจะยกระดับขึ้นหรือไม่ตนเดาไม่ได้ แต่สามารถยุติการยกระดับความรุนแรงได้ หากแกนนำของฝ่ายผู้ชุมนุม ฝ่ายรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงจุดยืนต่อสังคมที่สะท้อนให้เห็นว่าเสียใจกับการสูญเสียและกรณีที่มีผู้ที่เสียชีวิต แทนที่จะใช้ประเด็นการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บของฝ่ายตัวเองไปสร้างความเจ็บแค้น โกรธและเกลียดชังซึ่งกันและกัน ลักษณะคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา

               “ผมมองว่าความขัดแย้งทางการเมืองสามารถยุติได้ด้วยการให้สองฝ่ายมาเจรจา แต่ไม่ใช่ในจุดยืนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าอาจจะเริ่มจากประเด็นที่เห็นร่วมกันก่อน เช่น ต้องการให้สังคมสงบสุข ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี จะทำอย่างไร กปปส. ก็คิดมา ส่วนรัฐบาลในฐานะผู้บริหารก็ยอมปฏิบัติตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด แบบนี้ก็จะทำให้มีพื้นที่ของการพูดคุยระหว่างสองฝ่ายมากขึ้น” นายโคทม กล่าว

               ด้านนายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวประเด็นเดียวกันว่า ความรุนแรงจากความขัดแย้งทางการเมืองมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากรัฐบาลที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ และไม่สามารถบริหารงานที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย

               อย่างไรก็ตามในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้แยกแยะบทบาทที่เหมาะสม การส่งคนไปเจรจาเพื่อขอให้เปิดพื้นที่ ก็ได้ส่งคนอีกกลุ่มไปรุกราน มีการแต่งตัวเหมือนกับการไปรบในสงคราม ถือว่าเป็นความไม่เหมาะสม จากเหตุการณ์ที่ทำให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมากถือเป็นเรื่องหน้าเศร้าและไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก ส่วนการชุมนุมของกปปส. เองต้องจัดกิจกรรมให้ดีกว่านี้

               “สิ่งที่จะลดความรุนแรง โดยหลักปฏิบัติต้องมีขั้นตอนการดูแลผู้ชุมนุม ต้องมีขั้นตอนการพูดจา สร้างระบบติดต่อกันที่สร้างความไว้วางใจ อย่าได้ใช้วิธีของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฐานะ ผู้อำนวยการ ศรส.ที่ใช้การยั่วยุ” นายสุริชัย กล่าว

               ขณะเดียวกันแนวทางการปฏิรูปดูเหมือนจะเป็นทางออก แต่ก็มีการทำแบบพิธีการในเวลาราชการ ทำเหมือนกันยามที่บ้านเมืองปกติจัดตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ฝ่ายรัฐบาลเองบอกว่าจะทำขอเลือกตั้งให้เสร็จก่อน ฝ่ายกปปส.เองก็เน้นหนักไปที่ไล่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีออกไปจากตำแหน่งเสียก่อน ความจริงแล้วควรที่จะทำควบคู่กันได้ ในเมื่อมีความสำคัญก็ควรจะทำกันแบบห้ามรุ่งห้ามค่ำทำจนกว่ามีพิมพ์เขียวออกมาให้ได้

               อย่างเช่นเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาก็มีการจัดที่ที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถ.แจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดสัมนาเรื่อง “แนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจหลังข้ามผ่านวิกฤตการเมือง”

               ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดกันอีกนานเท่าใด หรือว่าทำแบบนี้ดีแล้วสนุกดี ความจริงน่าจะมีการแชร์ข้อมูลในการจัดแต่ละครั้งแล้วต่อยอดความคิดไปเรื่อยๆจนตกผลึก ไม่น่าจะทำยากนักเพราะระบบออนไลน์แล้ว และไม่ควรที่จะยกประวัติศาสตร์หรือเหตุการณ์ที่ผ่านมามากนักเพราะก็รู้ๆกันอยู่