
กระทบเชื่อมั่นสถาบันการเงิน
กระทบเชื่อมั่นสถาบันการเงิน : บทบรรณาธิการประจำวันที่20ก.พ.2557
เหตุการณ์ที่ลูกค้าและประชาชนจำนวนมากแห่ไปถอนเงิน รวมทั้งปิดบัญชีจากธนาคารแห่งหนึ่งของรัฐ เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางในเรื่องการปล่อยกู้ระหว่างแบงก์ หรือที่เรียกว่า อินเตอร์แบงก์ เพื่อไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่กำลังเป็นปมร้อนถูกกลุ่มชาวนาทั่วประเทศทวงเงินจำนำข้าวที่รัฐค้างจ่ายกว่าแสนล้านบาท เพียงสองวันยอดถอนเงินและปิดบัญชีทะลุไปถึง 7 หมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าวที่ถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด 2 ปีกว่า ที่รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการผ่านมา เนื่องจากปมสงสัยมีหลายประการในเรื่องความโปร่งใส อีกทั้งตัวเลขสต็อกข้าวและบัญชีตัวเลขการขาดทุนของโครงการไม่เคยมีการเปิดเผยให้สาธารณะรับรู้ทั้งที่ใช้เงินภาษีของประเทศ
ปัญหาการปล่อยกู้ระหว่างธนาคารครั้งนี้ ดูท่ายังต้องสางปมกันอีกต่อไป เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนแสดงความรับผิดชอบลาออกไปแล้ว แต่อีกบางส่วนก็กระโดดหนี อ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ทั้งที่เวลาอำนาจรัฐหรือการเมืองเข้ามาสั่งการให้กระทำเรื่องดังกล่าว ทำไมไม่ไตร่ตรองและยึดบนหลักจรรยาบรรณความถูกต้องและหลักการ แต่กลับลู่ลมไปทางผู้มีอำนาจทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการธนาคารหรือบอร์ดออมสิน ได้ให้ ธ.ก.ส.ชี้แจงถึงเหตุผลที่นำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการเสริมสภาพคล่อง แต่กลับนำไปใช้ในการจ่ายจำนำข้าว แม้ ธ.ก.ส.จะเบรกจ่ายเงินกู้ก้อนนี้จำนวน 5,000 ล้านแล้วก็ตาม แต่เรื่องนี้ต้องตรวจสอบว่า ต้นตอหรือคนในอำนาจรัฐคนใดเป็นผู้บงการเบื้องหลังและต้องดำเนินคดีหรือลงโทษต่อสิ่งที่กระทำด้วย
ขณะที่ท่าทีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ยืนยันโครงการรับจำนำข้าวเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของชาวนาแต่กำลังโดนเกมการเมืองบ่อนทำลายเอาชาวนาเป็นตัวประกันของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้อย่างราบรื่น และระบุว่า มีขบวนการบ่อนทำลายสกัดกั้นไม่ให้รัฐบาลจ่ายเงินค่าข้าวให้แก่ชาวนา เป็นการกล่าวหาที่ไม่ได้หันกลับไปมองว่าโครงการนี้ถูกริเริ่มมาอย่างไร ที่สำคัญการบริหารมีความผิดพลาดและเห็นผลที่ปรากฏอย่างชัดเจน วันนี้เงินกว่า 7 แสนล้านที่ทุ่มลงไปกับการรับจำนำข้าว แม้จะยกถึงเรื่องประโยชน์เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในชนบทและยกระดับความเป็นอยู่ของชาวนา แต่ในความเป็นจริงนโยบายประชานิยมเป็นแค่การใช้เงินใส่เข้าระบบมากกว่าการสร้างความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ
นอกจากนั้น การที่รัฐบาลไม่สามารถระบายข้าวที่เก็บไว้ถึง 2 ปีได้ ในเรื่องคุณภาพข้าวก็ยังเป็นที่สงสัยว่าจะมีใครหรือประเทศไหนจะซื้อข้าวของไทยไป หรือถ้าซื้อก็คงในระดับราคาต่ำมาก เท่ากับว่าตัวเลขการขาดทุนรับจำนำข้าวก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะรับจำนำมาในราคาสูงกว่าตลาดโลก เมื่อรัฐบาลไม่มีเงินหมุนเวียนไปจ่ายในโครงการแล้วหันมาหาสถาบันการเงินให้ปล่อยกู้ย่อมมีผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขนาดองค์กรการเงินระหว่างประเทศอย่างไอเอ็มเอฟก็ยังเคยเตือนมาแล้วในช่วงที่โครงการใช้งบประมาณประจำปีที่เป็นภาษีประเทศด้วยซ้ำ ดังนั้นยิ่งมาเอาเงินธนาคารยิ่งจะส่งผลสะเทือนระบบธนาคารจนความน่าเชื่อถือทรุดตามไปด้วย วันนี้รัฐบาลควรหยุดดิ้นและยอมรับความจริงความผิดพลาดพร้อมเปิดทางตามข้อเสนอแนะให้ประเทศเดินหน้าได้



