คอลัมนิสต์

ผู้นำจีน-ไต้หวัน พบกันในปีนี้?

ผู้นำจีน-ไต้หวัน พบกันในปีนี้?

18 ก.พ. 2557

ผู้นำจีน-ไต้หวัน พบกันในปีนี้? : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

             ในสถานการณ์โลกยุคปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดียเป็นกลไกเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่มีการคาดการณ์กันหนาหูว่า ในอนาคตอีกไม่นานอาจจะมีการพบปะกันระหว่าง ประธานาธิบดีจีนสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีหม่า อิงจิ๋ว ของเกาะไต้หวันก็ได้ ข่าวนี้ถ้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นข่าวใหญ่ประจำปีนี้ทศวรรษนี้อย่างแน่นอน

             เมื่อเร็วๆ นี้ตัวแทนรัฐบาลไต้หวันได้พบผู้แทนรัฐบาลจีนอย่างเป็นทางการที่เมืองนานกิง เมืองหลวงเก่าของรัฐบาลจีนคณะชาติ ที่นี่ยังเป็นเมืองที่มีหลุมฝังศพ ดร.ซุน ยัตเซ็น บิดาของจีนในยุคปัจจุบัน หลังจากรัฐบาลจีนคณะชาติหนีออกจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังเกาะไต้หวันในปี 1949 ซึ่งเป็นเวลาทั้งหมด 65 ปีพอดี

             ที่ผ่านมามีการติดต่อกันระหว่างทั้งสองจีน แต่ทั้งหมดผ่านองค์กรภาคประชาคมเสียส่วนใหญ่ ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก ทั้งสองจีนพบหน้าคุยกันแบบเป็นทางการ ตกลงจัดตั้งกลไกการติดต่อตรงระหว่างสองจีน

             สัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเต็มๆ ดีมากๆ ทั้งสองจีนมีการไปมาหาสู่กันอย่างกว้างขวางทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน การค้าและการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นมาก มีนักท่องเที่ยวคนจีนมาเที่ยวไต้หวันปีที่แล้วถึง 2.3 ล้านคน นำเงินเข้าประเทศมากมาย นอกจากนั้นยังมีนักศึกษาจีนเกือบ 6 หมื่นกว่าคน เรียนหนังสืออยู่ในไต้หวัน เพราะคุณภาพการศึกษาไต้หวันดีกว่า นอกจากนั้นนักศึกษาจีนเข้าหาที่เรียนได้ง่ายกว่าในจีน

             รัฐบาลจีนภายใต้ผู้นำรุ่นห้าต้องการเห็นไต้หวันกลับมาสู่มาตุภูมิแบบฮ่องกงและมาเก๊า ทั้งสองเมืองมีสัมพันธ์พิเศษกับรัฐบาลจีนคือ มีอิสระในการบริหารในหลายๆ ด้าน แต่ไต้หวันมีประวัติศาสตร์ที่ต่างออกไป ไต้หวันมีความต้องการรักษาวัฒนธรรมการเมืองและจารีตต่างๆ ที่เคยมีมาในอดีต ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง

             ที่น่าสนใจคือ ทำไมทั้งจีนและไต้หวันจึงมีท่าทีที่ดีต่อกันมาก ทั้งสองประเทศกำลังเล่นเกมการเมืองหลอกตาประชาคมโลกหรือเปล่า? ทั้งสองจีนต้องหันหน้าเข้ากัน เนื่องจากมีข้อพิพาทเกี่ยวโยงกับประเทศที่สามคือข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ การประกาศน่านฟ้าเหนือทะเลจีนตะวันออก ประเด็นเหล่านี้สร้างความหนักใจแก่ไต้หวันมาก ทำให้มีท่าทีที่แข็งกร้าวกับจีน

             ช่วงนี้เป็นระยะเวลาของทุกประเทศในภูมิภาคที่ต้องปรับตัวเองกับการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตอบสนองนโยบายเอเชียของสหรัฐอเมริกา ทั้งจีนและไต้หวันต้องมีนโยบายเข้าหากันด้วย พยายามเสริมสร้างมิตรภาพให้เข้มแข็งที่สุด ให้หลักประกันความปลอดภัยต่อคนจีนเข้าไปเที่ยวและศึกษาในไต้หวัน

             ส่วนไทยยังไม่ได้ปรับตัวเอง เช่นสัมพันธ์ไทยกับไต้หวันยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เนื่องจากไทยเกรงใจ เคารพในนโยบายจีนเดียว ที่น่าสนใจคือ สมาชิกอาเซียนอื่นๆ ได้เข้าใกล้ไต้หวันมากขึ้น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พยายามจะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับไต้หวัน ส่วนไทยน่าจะทำตาม เพราะจะช่วยเรื่องการค้าขายและการลงทุน ไต้หวันเคยเป็นแชมป์การลงทุนในไทยในสิบกว่าปีก่อน

             สองสามปีที่ผ่านมา การลงทุนไต้หวันในไทยเริ่มลดน้อยลง ขณะเดียวกันการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซียกลับเพิ่มสูงขึ้น ทั้งสองประเทศมีท่าทีเป็นมิตรต่อไต้หวันมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นโควตาแรงงานจากสองประเทศนี้ก็เพิ่มขึ้นอีก ขณะนี้ทั้งสองประเทศมีแรงงานรวมกันถึง 1 แสนคน การลงทุนจากจีนในอาเซียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังน้อยเมื่อเทียบกับไต้หวัน ปริมาณการค้าอาเซียน-จีนมีมากกว่า

             ไทยไม่ควรพลาดโอกาสปรับนโยบายการทูตเพื่อไล่ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การเมืองไทยยังไม่นิ่ง มีรัฐบาลรักษาการจึงมีข้อจำกัด หวังว่าเราคงปรับตัวทันหลังวิกฤติการเมืองครั้งนี้