
'ข้าราชการไม่ใช่ลูกไล่รัฐบาล'
'ข้าราชการไม่ใช่ลูกไล่รัฐบาล' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl
หลังจาก “ยรรยง พวงราช” รมช.พาณิชย์ เสนอ “ศูนย์รักษาความสงบ” (ศรส.) ยื่นฟ้อง 4 ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญาและสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย กรณีขึ้นเวทีร่วมชุมนุมกับ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.)ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ร่วมชุมนุมกันเกิน 5 คน
ในเรื่องนี้ “ถวิล เปลี่ยนศรี” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะเคยผู้มีประสบการณ์หลังจากศึกษาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนแล้ว เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญศาลแพ่งและศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยชัดเจนว่า การชุมนุมครั้งนี้แม้จะเกิน 5 คน แต่เป็นการชุมนุมโดยชอบไม่ผิดกฎหมายตราบใดไม่ก่อเหตุรุนแรง
ส่วนเรื่องที่ 4 ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ขึ้นปราศรัยบนเวทีการชุมนุม “ถวิล” มองว่า ข้าราชการถือเป็นคนเหมือนกัน มีสิทธิแสดงความคิดเห็น การไปพูดบนเวทีก็พูดถึงเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ได้ปราศรัยเรื่องการเมืองให้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการหนึ่งฟังดูแล้วไม่เห็นจะผิดกฎหมายข้อไหน
"เวลาที่ข้าราชการ 4 คนไปขึ้นเวทีก็ไปพูดในวันหยุด ไม่ใช่เวลาทำการหรือไปร่วมชุมนุมก็เวลากลางคืนหลังเลิกงานแล้ว หากจะเอาผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ควรให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นคนสั่งไม่ใช่คุณยรรยง ที่เป็นเพียงรัฐมนตรีรักษาการเท่านั้น” ที่ปรึกนายกรัฐมนตรี กล่าว
การจะเอาผิดทางวินัยกับข้าราชการหลังจาก “ถวิล” เห็นว่า การไปร่วมชุมนุมหลังเวลาราชการไม่มีข้อไหนที่เข้าข่ายความผิด เพราะถ้าผิดในระเบียบจะระบุชัดว่าต้องขาดงานกี่วัน ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ติดต่อกันกี่วันถึงมีความผิด แต่การมาร่วมแสดงออกทางการเมืองในแง่กฎหมายทางวินัยไม่ผิด เพราะถือเป็นสิทธิการแสดงออกทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเอาผิดทางวินัยต้องไปดูว่าลักษณะแบบไหนถึงเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน “ถวิล” ได้แสดงความสงสัยการที่ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์แสดงความเห็นบนเวทีเกี่ยวกับการต่อต้านการคอร์รัปชั่นไม่ดีตรงไหนขัดวินัยตรงไหน แต่ยอมรับว่าข้าราชการเมื่อถูกฟ้องทั้งอาญาและวินัยอาจทำให้ข้าราชการรู้สึกอ่อนไหว เพราะระเบียบวินัยอาจค้ำคอเป็นเหมือนบ่วงที่เอาออกจากคอลำบากไม่ร้ายแรง แต่กระบวนการต่อสู้ต้องใช้เวลาอาจถูกกลั่นแกล้งได้ ความผิดวินัยไม่หนักแต่วุ่นวาย
การชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ “ถวิล” มองว่า มีข้าราชการออกมาร่วมชุมนุมมากกว่าทุกครั้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะทนไม่ได้ต่อรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ฉ้อฉล มีหลักฐานการคอร์รัปชั่น ไม่เคารพกฎหมาย การเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพื่อพวกพ้อง บริหารงานและนโยบายผิดพลาดชัดเจน
"การที่ข้าราชการกล้าออกมาร่วมเคลื่อนไหวมากกว่าการชุมนุมทางการเมืองในอดีต เพราะเห็นการทุจริตหนักกว่าเดิม เมื่อทำไม่ชอบแล้วยังไม่รับผิดชอบอีกด้วย แถมยังดื้อดึงเวลาไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ยังยื้ออยู่ในตำแหน่งต่อเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยใช้กลไกของรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นประโยชน์ของตนเอง ทั้งที่ตำรวจถือเป็นทรัพยากรของสังคม ใช้ตำรวจปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไปกระทบกับสิทธิของประชาชน”
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังกล่าวต่ออีกว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล แต่ไม่ใช่ลูกไล่ของรัฐบาล เพราะนักการเมืองอยู่ 4 ปี ก็ไป แต่สำหรับข้าราชการประจำต้องอยู่จนเกษียณ ข้าราชการเลือกข้างไม่ได้ ต้องเป็นกลางทางการเมือง คือไม่ถูกใช้เป็นประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะไปบอกให้ประชาชนลงคะแนนเสียงให้พรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้ แต่สถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องความไม่ดีกับความดี เป็นข้าราชการต้องมุ่งมั่นรักษาความดีเลือกระหว่างความดีและความไม่ดี ความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง
"ในอดีตการแสดงออกทางการเมืองของข้าราชการมีน้อย ขณะนี้ความขัดแย้งสูง สิ่งเป็นธรรมและไม่เป็นธรรมเห็นชัดเจน ไม่มีการปกครองของรัฐบาลครั้งใดผิดมากเท่าครั้งนี้”
“ถวิล” ได้เปรียบเทียบการชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี 2553 กับปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างน้อย 3 กรณี คือ 1.การชุมนุมครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนต้องการปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมช่วยพวกพ้อง บริหารงานผิดพลาด การชุมนุมครั้งนี้จึงมีความชอบธรรมมากกว่า แต่การชุมนุมปี 2553 ไม่มีเป้าหมายชัดเจนอ้างว่ารัฐบาลยุคนั้นตั้งในค่ายทหาร สองมาตรฐาน 2.การแสดงออกของคนหลากหลายสาขาอาชีพไม่ใช่กลุ่มก้อนเล็กน้อยเหมือนปี 2553 การมาชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยสินจ้างรางวัล และ 3.การชุมนุมครั้งนี้สันติ อหิงสา ไม่มีอาวุธ ต่างจากปี 2553 ที่มีความรุนแรง มีคนได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่การชุมนุมครั้งนี้ผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายถูกกระทำ การชุมนุมครั้งนี้จึงชอบธรรม ศาลเองก็ยอมรับและให้การคุ้มครอง แนวรบฝ่ายตรงข้ามจึงตีบตันต้องเปิดแนวรบใหม่
“ฟ้องด้วยกฎหมายไม่ได้ จึงต้องเอาตำรวจมาจับและสลายการชุมนุมก็จับกุมและสลายไม่ได้ เพราะหากเกิดมีการปะทะกันจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจะใครจะรับผิดชอบ เรื่องนี้ต้องแก้ด้วยการเมืองต้องเจรจา สถานะของรัฐบาลขณะนี้หมดความชอบธรรมแล้ว คนออกมาชุมนุมจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย บางคนมองเหมือนคนน้อย แต่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกครั้งที่มีการเรียกระดมคน”
“ถวิล” มองว่าการเป็นนักการเมืองต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะรัฐบาลต้องรู้จักเสียสละ อย่าเป็นตัวถ่วงบ้านเมือง บ้านเมืองไม่มีทางตีบตันถ้านักการเมืองไม่ขาดคุณธรรม จริยธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคิดว่าตัวเองถูกกระทำ ไม่คิดว่าทำตัวเอง เชื่อว่าการชุมนุมของประชาชนจำนวนมากคงไม่ทำให้รัฐบาลนี้ลาออกจากตำแหน่ง จนกว่าจะมีกฎหมายมาชี้เรื่องคดีทุจริต แต่ดูจากพฤติกรรมแล้ว ถึงกฎหมายชี้รัฐบาลก็อาจจะไม่ไป
........................................
(หมายเหตุ : 'ข้าราชการไม่ใช่ลูกไล่รัฐบาล' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)



