
คนไทยไม่รักกัน?
คนไทยไม่รักกัน? : บทบรรณาธิการประจำวันที่ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557
เป็นอีกหนึ่งวาระดีๆ ซึ่งวันเพ็ญมาฆบูชา วันพระใหญ่ของพุทธศาสนิกชนเวียนมาบรรจบครบรอบปีพร้อมกันกับวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักตามค่านิยมของโลกตะวันตก ถึงแม้ว่า เทศกาลฝรั่งเช่นว่านี้ในระยะหลังได้กลายเป็นแฟชั่น จนเกือบจะกลืนกินเป็นวัฒนธรรมไทยไปเสียแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ถ้าหากคนไทยจะใช้เป็นเครื่องยึดโยงถึงคุณค่าแห่งรักและสามัคคี เช่นเดียวกับวันมาฆบูชาที่พุทธศาสนิกชนพากันเข้าวัดทำบุญฟังธรรม โอกาสนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี เขียนเอาไว้ว่า โอวาทปาฏิโมกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันมาฆบูชา มีสาระสำคัญที่ชี้ทางให้มวลมนุษยชาติอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ด้วยความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน
ท่าน ว.วชิรเมธียังเขียนไว้ด้วยว่า สังคมไทยของเราในเวลานี้ คุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธ เกลียด ชิงชัง ความรุนแรงทั้งทางความคิด ทางวาจา และทางการกระทำ จนร่ำๆ จะกลายเป็นมิคสัญญีกลียุคในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น หากเราคนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม จะหันกลับมาหาสารธรรมจากโอวาทปาฏิโมกข์ด้วยการร่วมกันศึกษา ทำความเข้าใจ แล้วน้อมนำหลักธรรมนั้นออกมาใช้เป็นแนวทางในการฟื้นฟูบูรณะสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งขันติธรรมและสันติสุข ก็คงจะเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลมาฆบูชาที่ประเสริฐเลิศล้ำที่สุด สมกับที่พระพุทธองค์ตรัสว่า การบูชาด้วยการนำธรรมะมาปฏิบัติในชีวิตจริงเป็นการบูชาที่มีคุณค่าที่สุด
ท่ามกลางบรรยากาศวันมาฆบูชาที่ชาวพุทธทั้งหลายพึงบ่ายหน้าเข้าฟังธรรม และวันวาเลนไทน์อันอวลอุ่นกรุ่นกลิ่นรักนั้น ในทางการเมืองที่กำลังคุโชนด้วยเปลวเพลิงดังท่านว.ว่าไว้นั้น กำลังมีความพยายามหนึ่งที่จะให้เกิด "เวทีกลาง" เพื่อการเจรจาสองฝ่ายระหว่างรัฐบาลกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ทั้งนี้ ก็เพราะสังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดวิกฤติอย่างแท้จริง เพราะถึงแม้จะไม่เกิดความรุนแรงจากการปะทะกันขึ้น หากแต่ภาวะ "สุญญากาศ" ปราศจากรัฐบาลบริหารชาติบ้านเมืองเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานหลายเดือนนั้น จะยังความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามิคสัญญี หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นเหตุนำสู่ภาวะเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ได้แสดงท่าทีไม่รับเงื่อนไขใดๆตราบเท่าที่นายกรัฐมนตรีไม่ลาออกจากรักษาการ ขณะที่รัฐบาลเองยังคงย่ำจุดยืนเดิมคือไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่จ้องเอาชนะด้วยการสลายการชุมนุม แต่ก็ใช่ว่า ประเทศชาติจะถึงขั้นอับจนหนทางถึงกาลแตกดับ เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องเข้ามาเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางใดทางหนึ่งให้ได้ ไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งขยายตัวออกไปถึงขั้นละเมอเพ้อพก สร้างวาทกรรมแบ่งชาติแยกแผ่นดิน อันนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังบ่มเพาะความชิงชังให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทบทวี เพราะถึงอย่างไรก็ยังเชื่อได้ว่า คนไทยยังมีความรักในชาติพันธุ์พร้อมที่จะหันหน้าเข้าหากัน ฟังดูเหมือนกำปั้นทุบดิน พูดง่ายทำยาก แต่ทุกฝ่ายก็ต้องไม่ละความพยายาม



