
ยิ่งทำยิ่งขยายวงแตกแยก
ยิ่งทำยิ่งขยายวงแตกแยก : บทบรรณาธิการประจำวันที่13ก.พ.2557
สถานการณ์การเมืองมาถึงจุดที่เรียกว่า "ยืนอยู่ตรงกลาง" แทบจะไม่ได้แล้ว เพราะคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างกดดันและใช้ทุกกระบวนการช่องทางเพื่อให้สังคมคล้อยตามฝ่ายตัวเอง ดึงความชอบธรรมมาสู่ฝ่ายตัวเอง ยังไม่นับรวมการใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือความได้เปรียบ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางไปด้วย เห็นได้ชัดเจนจากคดีความก่อเหตุรุนแรงต่างๆ นั้น เป็นการไล่ล่ากลุ่มกระทำความรุนแรงต่อฝ่ายพวกพ้องของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกันกลุ่มที่ก่อเหตุต่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลความคืบหน้าด้านคดีหรือหาตัวผู้กระทำแทบไม่มีความคืบหน้าให้เห็น ด้วยเหตุผลสารพัดที่ถูกหยิบยกขึ้นมา จนสังคมเกิดปมสงสัยและเลยไปถึงขนาดขาดความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้ว เพราะพฤติกรรมเด่นชัดเหลือเกิน
ในเมื่อการใช้กฎหมายถูกนำมาใช้ในลักษณะเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ขยายวงไปถึงกลุ่มที่ถูกอ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนผู้ชุมนุมหรือฝ่ายกบฏ โดยกดดันสกัดกั้นและกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัย มีการออกหมายเรียกและเตรียมออกหมายจับ เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มผู้ชุมนุม โดยนำกฎหมายมาครอบโทษเหมารวมไปหลายธุรกิจ ไล่เรียงตั้งแต่กลุ่มธนาคาร กลุ่มโรงแรม กลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มขายสินค้าอุปโภค-บริโภค เรียกว่าแทบจะคลุมไปทุกธุรกิจ โดยที่มีหลักฐานข้อเท็จจริงชัดเจนอย่างใดก็ยังไม่ทราบได้ เป็นการหว่านเพื่อป้องปรามและเลือกสุ่มเอาเฉพาะบริษัทและกลุ่มทุนที่สงสัยในพฤติกรรมว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งการพุ่งเป้าและกระทำเช่นนี้ไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาว่าจะขยายความแตกแยกหรือกระทบธุรกิจของผู้ถูกกล่าวหาอย่างใด
ผู้บริหารหลายบริษัทได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำของ ศรส.และรัฐบาลว่าเป็นยุทธวิธีที่สร้างผลลบต่อรัฐบาลเอง ถือเป็นการใช้กฎหมายที่เข้าข่ายใช้อำนาจบาตรใหญ่ และอาจเป็นการจงใจสร้างผลเสียหายให้เกิดแก่บริษัทหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งที่ข้อกล่าวหาก็ยังไม่มีการชี้แจงถึงหลักฐานต่างๆ ออกมา นอกจากนี้ในการทำธุรกิจย่อมไม่มีกิจการใดเสี่ยงที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองที่มีความแตกแยกในปัจจุบัน เพียงแค่ประคับประคองให้ผ่านพ้นวิกฤติก็เป็นเรื่องยากลำบากแล้ว อีกทั้งพฤติกรรมเช่นนี้ของรัฐบาลอาจเกิดมุมกลับเพราะเสมือนหนึ่งรุกไล่ให้เลือกข้าง แทนที่จะดำเนินการบนพื้นฐานความชอบธรรมและยุติธรรม แต่กลับใช้ยุทธศาสตร์ในมิติการเมืองที่ผิดพลาดละเลยการใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรม
ขณะเดียวกัน หน่วยงานของรัฐก็พร้อมใจกันออกมาเปิดเกมกดดันกลุ่มศิลปินและเครือข่ายที่เข้าร่วมชุมนุม รวมทั้งเครือญาติของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกจับจ้องขึ้นบัญชีดำท่อน้ำเลี้ยงด้วย จนฝ่ายผู้ชุมนุมต้องตั้งทีมนักกฎหมายเพื่อช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งท่าทีแข็งกร้าวและการกระทำของรัฐเป็นไปตามขั้นตอนด้านจิตวิทยาเพื่อสร้างความตื่นกลัวและลดทอนกำลังรวมทั้งทุนทรัพย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของมวลมหาประชาชนพร้อมเสียงนกหวีดที่ดังกระหึ่มนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้ที่ขาดความชอบธรรมทั้งการบริหารผิดพลาด เกิดทุจริตมากมาย เอื้อพวกพ้อง ดังนั้นการใช้กฎหมายเพื่อกดดันคุกคามคงทำได้เพียงขยายความขัดแย้งแตกแยกให้มากขึ้น แต่จะให้การชุมนุมยุติลงนั้นไม่เกิดขึ้นแน่นอน



