
ใกล้ถึงปลายทางของสถานการณ์
ใกล้ถึงปลายทางของสถานการณ์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
สถานการณ์การเมืองในช่วงที่ทุกภาคส่วนกำลังเข้าสู่ "สุญญากาศ" ทุกองคาพยพแทบไม่มีเรี่ยวแรงขับเคลื่อน เพราะติดขัดที่การเลือกตั้งไม่สามารถจบลงได้ แม้ว่าจะผ่านวันเลือกตั้งทั่วไปมาแล้ว
แต่นั่นอาจเป็นหนทางเดียวให้แก่เกมการต่อสู้ของคนแดนไกล ทักษิณ ชินวัตร
เพราะสถานการณ์ที่ฝ่ายรัฐบาลถูกตรึงด้วยข้อกฎหมาย โดยมีดาบขององค์กรอิสระจ่อคออยู่เช่นนี้ มีแต่เกม "แตกหัก" เท่านั้น ที่จะแหวกทางออกให้ได้
กระแสรัฐบาลพลัดถิ่นที่เกิดขึ้นในก่อนหน้านี้ ดูสอดรับกับการเร่งเร้าให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งในเขตที่การหย่อนบัตรราบรื่น ทำให้เห็นเป้าหมายของการเรียกร้องชัดเจนขึ้น
เพราะเมื่อประเมินม็อบที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.นำอยู่ในวันนี้ ก็แทบจะไม่มีมุกใหม่อะไรอีกแล้ว
เดินรับเงินบริจาค แล้วกลับที่ตั้งชุมนุม ซึ่งก็ไม่รู้วันไหนบรรดาแกนนำทั้งหลายจะถูกสอย เพราะศาลอนุมัติหมายจับให้แล้ว
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่สามารถหลอมรวมไปกับ กปปส. และผู้ชุมนุม กปปส.เองก็ไม่ได้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์
ในสายตาคนแดนไกล จึงไม่ให้ค่าอะไรมากนักกับการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม ภยหลังใช้เวลานานกว่า 3 เดือนแล้ว ยังไม่อาจสร้างปรากฏการณ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทำให้รัฐบาลกระเด็นออกจากเก้าอี้รักษาการได้
จะมีก็เพียงแค่อำนาจ 2 อำนาจที่จะโค่นรัฐบาลลงได้
นั่นก็คือ "กฎหมาย-ปืน"
สำหรับกฎหมายก็ยังคงต้องเป็นไปตามกำหนด ตามกรอบ และยังมีโอกาส "ยื้อ" ได้
ส่วน "ปืน" ดูอาการกองทัพแล้ว ยังคงติดเงื่อนไขที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้ในก่อนหน้านี้ ตราบใดที่ยังไม่ถึงขั้นนองเลือด ก็คงจะนั่งขัดปืนอยู่ในกรมกอง
ถึงแม้ว่าฝ่ายการเมืองจะส่งสัญญาณท้าทาย แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาว่า "กล้าแตกหัก"
สถานการณ์ในประเทศ แม้ว่าจะเข้าสู่โหมด "เศรษฐกิจถูกทำลาย" ภายหลัง "ระบบการเมือง" ยับเยินกลายเป็นความแตกแยกไปแล้ว ก็ยังคงไม่มีทีท่าใดๆ ที่ "คุกคาม" รัฐบาลให้ต้องตัดสินใจเด็ดขาด
แม้ว่านับจากนี้ไปอาจจะสุ่มเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะพัฒนาตัวเองไปจนถึงขั้น "สงครามกลางเมือง" ก็เป็นได้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หมากที่คนไกลจะเดินต่อไปนี้ คงจะหวนกลับไปใช้ "มวลชน" ออกมาชุมนุมไม่ได้แล้ว เพราะจะถูกเปรียบเทียบในเรื่องของ "จำนวน" ในทันที เนื่องจากการชุมนุมของ กปปส.นั้น ถือได้ว่า จำนวนคนที่มาชุมนุมนั้น เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ "ฝ่ายความมั่นคง" นั้น สถานการณ์ที่อาจดูเงียบๆ แต่มันอาจเป็นความเงียบก่อนที่พายุจะมาถึง
เพราะมีความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัดหลายแห่งที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติ ในภาคเหนือ ภาคอีสาน รวมทั้งภาคกลาง
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น ท่ามกลางกระแสข่าวว่า มีการประเมินสถานการณ์กันแล้วว่า ภาคเหนือและอีสานนั้น 80% ยังนิยมรัฐบาล ยังชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่ข้าราชการนั้น ก็ยังคงชื่นชอบมีเปอร์เซ็นต์เกินครึ่ง
มีการแบ่งโซนจังหวัดเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์เอาไว้ โซนแรกไล่ตั้งลงมาตั้งแต่ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
โซนที่ว่านี้ได้ชื่อว่าเป็น "พื้นที่ปลดปล่อยส่วนหน้า" มีฐานเสียง มีมวลชนชัดเจน
ส่วนโซนถัดมานั้น ไล่ตั้งแต่ สุโขทัยขึ้นไปจนถึง เชียงราย โซนนี้ถือว่าเป็นฐานหลัก มีมือหนึ่ง ที่เคยเป็นมือขวากลับมาคุมด้วยตนเอง
สำหรับโซนที่สาม ไล่ตั้งแต่ นครราชสีมาเรื่อยไปกินแกนภาคอีสานทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมี "สำนักงาน" ที่จัดตั้งไว้ในต่างประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศ
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ไม่อาจพ้นสายตาของกองทัพ แต่ก็คงยากที่กองทัพจะยื่นมือเข้าไปทำอะไรได้ถนัด เนื่องจากเป็นการจัดกิจกรรมทางการเมือง
เกมที่เดินมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าจะให้ถอยกลับไป หรือยินยอมตามเงื่อนไขที่ม็อบยื่นมา คงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว!
............................
(หมายเหตุ : ใกล้ถึงปลายทางของสถานการณ์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



