คอลัมนิสต์

รัฐบาลเดินหน้าไม่ง่าย

รัฐบาลเดินหน้าไม่ง่าย

22 มิ.ย. 2552

รัฐบาลได้เผชิญอุปสรรคใหม่ในการบริหารบ้านเมือง รวมทั้งความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะความต้องการจะกู้เงินได้พบแรงต้านจากกลุ่มวุฒิสมาชิก ที่ก่อนหน้านั้นได้สนับสนุนรัฐบาลหลายครั้ง เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านจุดยืนและทัศนคติต่อรัฐบาลนอกเหนือจากฝ่ายค้านซึ่งไม่เคยเห

ยังมีปัญหาด้านการพิจารณาการถือหุ้นต่างๆ ในบริษัทในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นทั้งบริษัทมีกิจการด้านสื่อและเป็นผู้รับสัมปทานกับรัฐ ทำให้จำนวนวุฒิสมาชิกและ ส.ส. ส่วนหนึ่งอาจต้องสูญเสียสถานภาพ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการถือครองหุ้นนั้นผิดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้นักการเมืองหลายคน รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องสิ้นสภาพ ส.ส. ไปด้วย แม้ว่าอาจจะยังหวนคืนสู่ตำแหน่งได้ แต่จะขาดความเหมาะสม

 มีความเคลื่อนไหวสัปดาห์ก่อนหน้านี้ว่ากลุ่ม 40 ส.ว. ส่วนใหญ่ รวมทั้ง ส.ว.นอกกลุ่มบางส่วนจะลงมติคัดค้าน พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.กู้เงิน 8 แสนล้านบาท ในการประชุมสมาชิกวุฒิสภาวันจันทร์นี้ เพราะเห็นว่า คำชี้แจงของรัฐบาล เรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฟังไม่ขึ้น เช่น กรณีการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อจะนำเงินไปใช้ใน 600 โครงการ สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ไม่มีการแจงแจกในรายละเอียดว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการอะไรบ้าง

 นอกจากนั้น ส.ว. กลุ่มนี้ยังบอกว่ามีความน่าเคลือบแคลงในประเด็นที่จะนำเงิน 2 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไปใช้ในการชดเชยเงินคงคลัง เพราะในเอกสารของทางรัฐบาลที่นำมาแสดงต่อวุฒิสภา ระบุว่า จะนำไปชดเชยเพียง 1.2 แสนล้านบาท แต่พอเวลาไปชี้แจงกับทางศาลรัฐธรรมนูญ กลับบอกว่าจะต้องใช้ 2 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้น จึงมีส่วนต่างเงินอีกกว่า 8 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลชี้แจงได้ไม่ชัดเจนว่าหายไปไหน

 ดังนั้น ย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการชี้แจงเพิ่มเติมให้ ส.ว.ทุกคน รวมทั้งประชาชนให้กระจ่าง เป็นการคงศรัทธาของรัฐบาลไว้ว่ามีความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง การใช้เงินซึ่งต้องกู้มา และประชาชนเป็นผู้รับภาระในการใช้คืนผ่านการชำระภาษี เพราะนักการเมืองมาแล้วก็ไป ไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง

 นอกจากนั้น ส.ส.จำนวนหนึ่งอาจสูญเสียสถานภาพ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งจะยึดหลักเกณฑ์เดียวกัน ในการวินิจฉัยการถือหุ้นของ 57 ส.ส. ภายหลังมีการลงมติให้ 16 ส.ว.สิ้นสุดสมาชิกภาพ เนื่องจากถือหุ้นสัมปทานรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต.ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 และ มาตรา 48 เพื่อไม่ให้เกิดเสียงครหาว่า กกต. มี 2 มาตรฐาน ส่วนในประเด็นต่างๆ ของข้อโต้แย้งเช่น ถือครองหุ้นเพียงจำนวนเล็กน้อย ไม่สามารถครอบงำการบริหารได้ หรือ ได้มีการแจ้งต่อ ป.ป.ช.ก่อนเข้ารับตำแหน่งไปแล้วนั้น ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสิน

 แม้กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร แต่รัฐบาลไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความหรือวางข้อกำหนดไว้ชัดเจนอย่างไร ดังนั้น จึงต้องทำงานแข่งกับเวลา สร้างผลงานให้เห็นชัดเจน รวมทั้งการแก้ข้อสงสัยด้านการทุจริต ประพฤติมิชอบในโครงการต่างๆ ด้วย