
แล้งซ้ำทุกข์ชาวนา
แล้งซ้ำทุกข์ชาวนา : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557
ขณะที่รัฐบาลรักษาการโดยการนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงสาละวนอลเวงหาทางออกไม่เจอ กรณีไม่สามารถหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าข้าวที่ติดค้างชาวนาไว้ 1.3 แสนล้านบาทได้ ปัญหาต่างๆ อีกหลายด้านก็กำลังจะรุมเร้าเข้ามารอบทิศ จนน่าเป็นห่วงว่า อย่าว่าแต่รัฐบาลจะคิดค้นทำเรื่องใหม่เลย แค่หน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนเป็นการเฉพาะหน้าก็ลำบากยากยิ่งแล้ว โดยเฉพาะสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังคืบคลานเข้าทำร้ายชาวนาอีกทางหนึ่งด้วย เข้าลักษณะความวัวยังไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก ด้วยมาตรการห้ามทำนาปรังในพื้นที่ชลประทานใต้เขื่อน เป็นทุกข์ซ้ำกรรมซัดของชาวนาอย่างแท้จริง เพราะเวลานี้กำลังเข้าสู่ช่วงการเริ่มทำนาปรัง
นับตั้งแต่เกิดมหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 เป็นต้นมา การจัดการน้ำ ภายใต้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้เน้นไปที่แผนป้องกันน้ำท่วมมากกว่าจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำแล้ง อย่างเช่น โครงการ 3.5 แสนล้าน ที่จะเร่งระดมสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ สร้างทางผันน้ำ (ฟลัดเวย์) ฯลฯ อาการตระหนกตกใจตื่นจากมหาอุทกภัยยังผลให้การบริหารจัดการน้ำถูกวางน้ำหนักไปที่การปกป้องพื้นที่เมืองและเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก เมื่อเห็นฟ้ามืด ฝนมา พายุตั้งเค้าเท่านั้น ก็เร่งพร่องน้ำออกจากเขื่อนขนาดใหญ่นับเนื่องมาตั้งแต่หน้าฝนปี 2555 ถึงปี 2556 เมื่อน้ำฝนที่จะเติมลงในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณไม่เพียงพอ จึงส่งผลกระทบทันทีในหน้าแล้งปี 2557 นี้
จากการตรวจสอบสถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีตัวเลขแสดงดังนี้ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีน้ำอยู่ในอ่าง 6,631 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 49% ของความจุอ่าง สามารถนำมาใช้งานได้ 2,831 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 29% ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 5,254 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 53% ของความจุอ่าง ใช้งานได้ 2,404 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือแค่ 36% รวมแล้วเหลือน้ำที่จะนำมาใช้งานได้จริง 5,235 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2556/2557 เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา ใช้น้ำไปแล้ว 3,265 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 62% ของแผน คงเหลือปริมาณน้ำที่จะใช้ได้ตามแผนอีกประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิด 38% โดยชี้ว่าสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ คงเหลือปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ในช่วงฤดูแล้งเพียงแค่ 30% ของความจุอ่าง ในขณะที่ฤดูแล้งยังเหลือระยะเวลาอีกนานถึงประมาณ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย
ความลำบากยากเข็ญของชาวนาในฤดูการผลิตข้างหน้านี้ นอกจากปัญหาขาดแคลนน้ำทำนาปรังดังกล่าวมาแล้ว พวกเขายังไม่มีเงินทุนที่จะนำมาใช้สำหรับซื้อเมล็ดพันธ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ และจะต้องรอไปจนกว่ารัฐบาลจะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าข้าวเปลือกที่นำไปจำนำไว้ ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือนข้างหน้านี้ จึงถือเป็นห้วงแห่งความวิบัติของอาชีพชาวนาโดยแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาใน 20 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ต้องอาศัยพึ่งพิงน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เช่นนี้แล้ว ถ้าหากรัฐบาลยังเดินหน้าที่อยู่ในฐานะรักษาการต่อไป ก็จะต้องตระหนักว่า สารพัดปัญหาที่ถาโถมใส่ชาวนาในวันนี้ ล้วนเป็นผลจากการกระทำของพวกตนที่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ได้



