คอลัมนิสต์

ศรัทธา-เชื่อมั่นไม่มีเหลือ

ศรัทธา-เชื่อมั่นไม่มีเหลือ

09 ก.พ. 2557

ศรัทธา-เชื่อมั่นไม่มีเหลือ : บทบรรณาธิการประจำวันที่9ก.พ.2557

               ปัญหาการหาเงินจ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาลผลิต 2556/2557 จำนวนกว่าแสนล้านบาท กลายเป็นปมใหญ่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความผิดพลาดในการบริหารนโยบายที่หาเสียงไว้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศอย่างมโหฬาร ยังไม่นับถึงการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นที่จะมีตามมาอีกมากมาย แม้ปลัดกระทรวงการคลังจะออกมาระบุว่า มีวิธีและแนวทางหลายด้านในการระดมเงินมาให้ชาวนาก็ตาม แต่เมื่อน้ำลดตอผุดขนาดนี้ คงเป็นเรื่องยากลำบากที่จะให้สำเร็จผลดังที่ตั้งเป้าไว้ และยังเกิดคำถามถึงข้อสงสัยอีกด้วยว่า เหตุใดไม่นำข้าวในสต็อกออกระบายขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ชาวนา มีอะไรซ่อนเร้นไว้ใต้พรมหรือไม่ ตามที่มีการตั้งข้อสังเกต เพราะกลับขวนขวายดิ้นรนหาแหล่งเงินกู้มาใช้แทน

 
               รัฐมนตรีหลายคนออกมาเรียกร้องไม่ให้นำเรื่องรับจำนำข้าวมาโยงเป็นประเด็นการเมือง และกล่าวโทษว่ามีการสกัดกั้นและกดดันสถาบันการเงินไม่ให้ปล่อยกู้แก่โครงการจำนำข้าว แต่ในมุมมองกลับกัน โครงการนี้เกิดมาจากนโยบายการเมืองเพื่อแลกคะแนนนิยมไม่ใช่หรือ และตลอดเวลาของการดำเนินโครงการก็ได้รับการท้วงติงจากบรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ แม้กระทั่งองค์กรการเงินสากลอย่างไอเอ็มเอฟก็เคยส่งสัญญาณเตือนให้ทบทวนโครงการ ไม่เช่นนั้นจะมีผลต่อการจัดลำดับความเชื่อถือของประเทศไทย ดังนั้นการกล่าวในลักษณะโทษฝ่ายอื่นแต่ไม่หันมองว่าฝ่ายตัวเองเป็นผู้ริเริ่มและทำนโยบายมากับมือ จนเมื่อเกิดความผิดพลาดขนาดนี้ ยังไม่เห็นการเอ่ยคำยอมรับความผิดพลาดหรือขอโทษประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษีเลยแม้แต่ครั้งเดียว

               นอกจากนี้ยังมีโครงการที่นำมาใช้หาเสียง แต่เกิดอาการสะดุดอีกหนึ่งโปรเจกท์ คือ การจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ต แจกนักเรียนชั้น ป.1และ ม.1 เมื่อบริษัทจากจีนที่ชนะการประมูล ได้ยกเลิกสัญญา โดยอ้างการเมืองไทยปั่นป่วน ส่งผลให้นักเรียนพลาดโอกาสได้รับแท็บเล็ต 8 แสนกว่าเครื่อง มูลค่า 1,500 กว่าล้านบาท จนต้องริบเงินประกันและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท แต่รัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบายและมีรัฐมนตรีของพรรคมานั่งกำกับบริหารก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และต้องสอบสวนข้อเท็จจริงด้วยว่า เหตุใดโครงการถึงล่มกลางคัน ที่สำคัญมีทุจริตหรือไม่ แม้รัฐจะยังไม่ได้จ่ายงบประมาณให้แก่บริษัท แต่ก็ต้องตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส เพราะข้ออ้างยกเลิกดูไม่สมเหตุสมผลเกินไป มีปมอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่านี้หรือเปล่า

               รัฐบาลชุดนี้ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศ และตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว จากการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยกเข่ง และเมื่อเป็นรัฐบาลรักษาการก็พยายามดิ้นรนให้อยู่ในอำนาจ ท่ามกลางการเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่ขอให้ลาออกไป เพื่อปฏิรูปประเทศ ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.คลัง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าผู้บริหารประเทศที่ดีเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะต้องตัดสินใจเพื่อประเทศชาติ ประการสำคัญอีกเรื่องที่ถูกหยิบยกมา คือ ไม่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนหมู่มาก อันเป็นผลจากการกระทำของรัฐบาลเองที่บริหารผิดพลาด เกิดการทุจริตกว้างขวาง ดังนั้นโอกาสที่จะกู้วิกฤติศรัทธากลับคืนมาได้ถูกปิดประตูตายแล้ว จึงอยู่ที่จะจบลงเมื่อเวลาใดและจบลงอย่างไรเท่านั้น