
หลังเลือกตั้ง...ใครบริหารบ้านเมือง?
หลังเลือกตั้ง...ใครบริหารบ้านเมือง? : กระดานความคิด โดยสุทธิชัย หยุ่น
ข้างหนึ่งบอกว่าเลือกตั้งไม่ได้แก้ปัญหา อีกข้างหนึ่งบอกว่าไม่เลือกตั้งก็ไม่ได้แก้ปัญหา...เสร็จเลือกตั้งแล้ว, ปัญหาจริง ๆ ก็คือบ้านเมืองเกิด “สุญญากาศการเมือง” และมีรัฐบาลรักษาการที่เป็น “เป็ดง่อย” เพราะไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้
ใช่, แม้จะมีการเลื่อนการเลือกตั้งไปก็คงไม่ได้แก้ปัญหาอะไร และก็อาจจะจบลงด้วยปัญหาที่ร้ายแรงพอ ๆ กัน
เหตุผลมีประการเดียว นั่นคือฝ่ายที่ขัดแย้งกันไม่จริงจังและจริงใจในการที่จะร่วมมือกันเข้าสู่กระบวนการ “ปฏิรูปประเทศ” อย่างแท้จริง และต่างก็อ้างเป็นอำนาจต่อรองของตนเท่านั้น
วันนี้เราก็เข้าสู่โหมด “ดิ้นไม่ออก” กันทุกฝ่ายเพราะไม่มีใครยอมใคร และลงท้ายเราก็เข้าสู่สภาพหลังเลือกตั้งที่แม้จะมีรัฐบาลรักษาการก็บริหารประเทศไม่ได้
อย่างที่ฝรั่งบอก “You can rule but you cannot govern.”
เลือกตั้งแล้วรัฐบาลก็ไม่ได้รับอาณัติที่จะปกครองประเทศ ไม่ได้รับศรัทธาจากส่วนที่ต่อต้านรัฐบาล อีกทั้งยังไม่สามารถเดินหน้าในหลาย ๆ นโยบายที่กำลังถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ และต้องขออนุญาต กกต. ก่อนตัดสินใจ
ความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการหย่อนบัตรครั้งนี้เป็น “โมฆะ” ก็ยังมีสูง
ขณะเดียวกันฝ่าย กปปส. ก็จะไม่ยุติการชุมนุม ยิ่งความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อออกไป ก็จะยิ่งมีการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลรักษาการกับฝ่ายต่อต้าน เพราะฝ่ายหนึ่งจะอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็จะยืนยันสิทธิที่จะต่อต้านคัดค้านแบบ “อารยะขัดขืน” ด้วยสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ
หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะไม่ยอมลาออก ไม่ยอมถอยเพราะกลัวว่าเมื่ออำนาจรัฐหลุดจากมือก็อาจจะถูกตรวจสอบ, ขับไล่และอาจอยู่ในประเทศไม่ได้ ก็ยิ่งจะทำให้การต่อต้านเข้มข้น เพราะจำนวนข้าราชการที่พร้อมจะ “ปลดแอก” จากการควบคุมของนักการเมืองฝั่งรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นทุกขณะ
ด้าน กปปส. ก็ยังไม่อาจอ้างอำนาจ “รัฎฐาธิปัตย์” ได้เพราะยังไม่อาจอ้างความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญโดยปราศจากข้อสงสัยได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าคู่ขัดแย้งจะยอมหันมาเจรจาเพื่อสร้างกระบวนการเพื่อการ “ปฏิรูประเทศ” อย่างจริงจังและแกนนำของแต่ละฝ่ายจะต้องยอมถอยจากฐานอำนาจของตนเอง
ทางออกของบ้านเมืองจึงต้องเกิดจากการแสวงหากระบวนการที่เป็น “ประชาธิปไตย” ในความหมายของการยอมเสียสละกันทุกฝ่ายเพื่อให้ชาติพ้นจากทางตีบตันอันเกิดจากการยืนหยัดบนฐานของตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ
มิใช่ด้วยการยืนกระต่ายขาเดียว เดินหน้าเข้าสู่ความขัดแย้งหนักหน่วงขึ้น แยกประชาชนเป็นกลุ่มเป็นเหล่าตามผลประโยชน์แห่งตนแทนที่จะสร้างพลังของความหลากหลายทางความคิดและพื้นภูมิเพื่อแหวกวงล้อมแห่งความเห็นแก่พรรคแก่พวกสู่ขอบฟ้าใหม่แห่งการสร้างบ้านสร้างเมืองกันครั้งใหม่
เพราะเห็น ๆ กันอยู่แล้วว่าหลังเลือกตั้งเมื่อวานนี้ ถ้ายังเดินกันบนเส้นทางเดิมกันทุกฝ่ายก็เท่ากับยกระดับการเผชิญหน้าขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งที่ขยับเข้าสู่เหวแห่งหายนะเท่านั้นเอง



