
บกพร่องโดยสุจริต?
บกพร่องโดยสุจริต? : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกกับนักข่าวว่า สามารถพูดได้เต็มปากว่า โครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน หรือโครงการคอมพิวเตอร์พกพาต่อนักเรียนชั้นประถมหนึ่ง 1 คน ไม่มีปัญหาทุจริตจากการประมูลโครงการจัดซื้อ ที่บริษัทเสิ่นเจิ้น อิงถัง อินเทลลิเจ้นท์ คอนโทรล แห่งประเทศจีน ชนะการประกวดราคาจัดซื้อในโซน 1 และ 2 ด้วยการทุบราคาลงกว่า 20% จนต่ำกว่าราคาทุน แต่สุดท้ายไม่สามารถส่งมอบเครื่องให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ โดยได้ขายทอดทรัพย์สินและปิดสาขาในประเทศไทย แต่ปัญหาน่าจะเกิดจากความรอบคอบในการประมูลหรือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากกว่า ประเด็นนี้หากจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็น่าจะไม่ผิดไปจาก "เป็นความบกพร่องโดยสุจริต"
ปัญหาที่บริษัท เสิ่นเจิ้น อิงถัง อินเทลลิเจ้นท์ คอนโทรล ไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้แก่สพฐ.ได้นั้น ก็เพราะว่า บริษัทแห่งนี้ไม่ได้มุ่งที่จะทำมาค้าขายสินค้าเทคโนโลยีอย่างมีธรรมาภิบาลตรงไปตรงมา หากแต่มีเล่ห์กลยอกย้อนซ่อนเงื่อน ตั้งแต่การเสนอราคาประมูลถูกสุดๆ เพื่อสร้างมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ให้แก่ตนเอง โดยยอมสุ่มเสี่ยงกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า "มันสมอง" ของเครื่องที่อาจผลิตให้ไม่ทันเพราะฐานการผลิตในเมืองเสิ่นเจิ้นมีปัญหา เมื่อส่งสินค้าให้ไม่ได้ ก็ต้องเสียค่าปรับวันละ 2.2 ล้านบาท บริษัทสัญชาติจีนแห่งนี้ดีดลูกคิดดูแล้ว ตัดสินใจเผ่นดีกว่า โดยไม่ยอมรับความเสียหายใดๆ ที่เกิดกับกระทรวงศึกษาธิการ และเด็กไทยอีกนับแสนนับล้านชีวิตที่จะต้องพลาดโอกาสใช้เครื่องไปอีกนาน 6 เดือนหรืออาจจะถึง 1 ปี
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี้จะต้องพิจารณาโดยรอบคอบว่า เป็นความบกพร่องโดยสุจริตหรือไม่ โดยเฉพาะคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารอบรู้กลวิธีของการประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่สพฐ.เลือกใช้ หาใช่เพียงพิจารณาที่ราคาที่ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอเท่านั้น เพราะต้องตระหนักว่า ขึ้นชื่อว่าสินค้าเทคโนโลยีแล้ว ของดีราคาถูกนั้นไม่มีอยู่จริงในโลก ต่อให้ผลิตเป็นสินค้ามวลชนหรือสินค้าอุปโภคในครัวเรือนโดยทั่วไป ก็จะต้องมีระดับราคาที่พอเหมาะพอควรกับความสามารถของเครื่องด้วย ไม่ใช่ราคาเพียงแค่เครื่องละ 2-3 พันบาท ไล่เลี่ยกับเครื่องเล่นดีวีดีด้อยคุณภาพสารพัดยี่ห้อจากประเทศจีน ทั้งๆ ที่ฟังก์ชั่นการใช้งานต้องใช้เทคโนโลยีคนละระดับ นั่นหมายถึงว่า ผู้ซื้อจะต้องรู้ล่วงหน้าว่า อายุการใช้งานจะสั้น ไม่คุ้มค่าซ่อม เสียแล้วทิ้งถังขยะได้เลย
คำถามจึงมีว่า สมควรจะต้องทบทวนนโยบายโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียนเสียใหม่หรือไม่ เพราะถ้าหากยกเอาเรื่องความบกพร่องของคณะกรรมการจัดซื้อ การสอบสวนค้นหาปมทุจริตออกไปดำเนินการต่างหากแล้ว ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ หน่วยงานราชการทำตัวเจ้ากี้เจ้าการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ให้แก่นักเรียน โดยไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของคุณภาพมากเพียงพอ สักแต่ขอให้ได้ชื่อว่าได้ผลักดัน "ประชานิยม" ให้เดินหน้าต่อไปได้ เพื่อคะแนนนิยมในทางการเมืองอันจะต่อยอดสู่ผลประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่ใหญ่กว่าแทน เช่นนี้แล้ว โครงการซื้อแท็บเล็ตก็ไม่ต่างไปจากปัญหาซื้อนมเน่านมบูดไปแจกนักเรียน ซึ่งสุดท้ายบาปกรรมทั้งหลายก็ตกอยู่กับเด็กนักเรียนตาดำๆ ลูกหลานของเราทุกคนนั่นเอง



