คอลัมนิสต์

โฉมหน้าใหม่ญี่ปุ่น

โฉมหน้าใหม่ญี่ปุ่น

04 ก.พ. 2557

โฉมหน้าใหม่ญี่ปุ่น : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

            กรุงโตเกียว-มาญี่ปุ่นครั้งนี้มีความรู้สึกแปลกๆ อาจเป็นเพราะไม่เคยชินกับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่นขณะนี้รู้สึกน่ากลัวมาก เนื่องจากเลือดชาตินิยมที่พุ่งขึ้นสูง นอกจากนั้นยังผสมกับความหวังของการจัดงานแข่งกีฬาโอลิมลิกในปี 2020 ซึ่งคนญี่ปุ่นหวังว่าอาจจะทำให้ญี่ปุ่นกลับมายิ่งใหญ่ เหมือนกับปี 1964 ที่โอลิมปิกทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ

            ช่วงหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา หลังจาก นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศเป็นครั้งที่สอง ผู้นำคนนี้พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในเวทีโลกจากประเทศที่อ่อนปวกเปียก ไม่สู้ มาเป็นประเทศเข้มแข็งพร้อมที่จะปกป้องตัวเอง ไม่พึ่งประเทศอื่น สามารถยืนบนขาตัวเอง ถึงแม้ว่าจะมีข้อจำกัดมากมายในฐานะเป็นฝ่ายปราชัยในสงครามโลกครั้งที่สอง

            สภาพยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งที่อื่นๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอันรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่า ภายในเร็วๆ นี้เศรษฐกิจจีนอาจจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ประเด็นนี้ทำให้จีนมีความมั่นใจ เพิ่มอำนาจต่อรองได้ในทุกๆ เวทีทั่วโลก ยิ่งตอนนี้จีนและญี่ปุ่น สองยักษ์ใหญ่เอเชีย กำลังขับเคี่ยวกันอยู่ เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากชาติอาเซียนและอื่นๆ

            หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิปี 2011 รวมทั้งวิกฤติพลังนิวเคลียร์ บวกกับความหดหู่เกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คนญี่ปุ่นรู้สึกว่าหมดหวัง เสียความมั่นใจ ในอดีต เคยเป็นรองแชมป์มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกมาเกือบสี่ทศวรรษ มาถูกจีนแซงหน้าเมื่อไม่นานมานี้

            พูดง่ายๆ ญี่ปุ่นยังทำใจไม่ได้ เกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเป็นประเทศหลักที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีแก่จีนมากที่สุดในโลก ญี่ปุ่นรู้สึกน้อยใจที่จีนไม่ได้แสดงชื่นชมในความปรารถนาดีของญี่ปุ่น

            เวลาเดินเล่นผ่านศูนย์กลางเมืองหลวงนี้ อาทิตย์ที่ผ่านมา มักจะได้ยินเสียงไมโครโฟนดังเสียดหูจากกลุ่มคลั่งชาติขวาจัดทั้งหลาย เรียกร้องให้ญี่ปุ่นติดอาวุธและประณามรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบัน พวกนี้ไม่เคยยอมรับผลจากสงครามโลกที่ทำให้ญี่ปุ่นถูกประณาม เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ร่างขึ้นมาให้ใช้ เพื่อไม่ป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองกำลังทหารรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน

            ที่ย่านร็อปป๋องกี่ (Roppongi) แหล่งไฮเอนด์ของที่นี่ มีหนุ่มสาวมากมายมาสังสรรค์ หลังเลิกงาน พวกเขาไม่รู้สึกเดือดร้อน เพราะเกิดหลังลงครามโลก รู้จักประเทศตัวเองในฐานะที่เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่สองของโลก ตอนนี้ตกลงมา ส่วนหนึ่งชื่นชมการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ อย่างน้อยๆ พวกเขาเหล่านี้เห็นว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้ชีวิตและเงินเดือนของเขาดีขึ้น

            ตอนนี้มีประเด็นที่น่าคิดคือ เพื่อนบ้านญี่ปุ่นได้พัฒนากองทัพและขีดความสามาถในเชิงรุกอย่างรวดเร็ว ทำให้ญี่ปุ่นเกิดความรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นรองและยังไม่มีความสามารถที่ตอบโต้การถูกโจมตีและป้องกันการรุกรานได้

            ฉะนั้นผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรีอาเบะได้โอกาสเลยใช้ความรู้สึกนี้มาเป็นเสาหลักในการหาเสียงและปรับนโยบายป้องกันประเทศญี่ปุ่น คนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังสงครามโลกมีความรู้สึกอยากเห็นญี่ปุ่นเป็นประเทศธรรมดา ที่มีกองทัพป้องกันประเทศและทำสงครามได้

            ต้องยอมรับว่า คนญี่ปุ่นทั่วไปมีข้อสงสัยกับนโยบายแข็งกร้าวของรัฐบาล หลังเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง มีการออกกฎหมายต่างๆ ที่ปิดหูปิดตาชาวบ้าน โดยเฉพาะบทลงโทษอย่างหนักต่อแหล่งข่าวที่เปิดเผยความลับราชการต่อสื่อมวลชน เรื่องนี้สื่อมวลชนญี่ปุ่นได้ออกมาประณามรัฐบาล แต่อาเบะก็สนใจ ผ่านกฎหมายเหล่านี้อย่างลับๆ เพราะมีเสียงข้างมากในสภาสูงและสภาล่าง

            ญี่ปุ่นที่มีกองทัพเข้มแข็งขึ้นอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นมาได้ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกับเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงสงคราม รวมทั้งการเข้าครอบครองประเทศเพื่อนบ้าน ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ปรองดองกัน ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รักสงบและไม่เคยหาเรื่องประเทศไหนในช่วงหกสิบปีที่ผ่านมา แต่นโยบายป้องกันประเทศใหม่อาจจะเป็นตัวจุดประเด็นนี้ก็ได้ ญี่ปุ่นต้องระมัดระวังมาก ต้องพยายามอธิบายถึงความจำเป็นและเหตุผล

            ปีนี้ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนจะเพิ่มสูงมากขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดสงคราม ไม่น่าจะเป็นไปได้ แน่นอนทั้งคู่อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง เพื่อทดสอบความพร้อมแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะขีดความสามารถของกองทัพเรือและกองทัพอากาศในการตอบโต้ภัยคุกคาม ไม่ลามไปมากกว่านี้

            โจทย์ใหญ่สำหรับประเทศในภูมิภาคคือ ต้องพยายามไม่เลือกข้าง มันจะทำให้เสียความสมดุลของอำนาจที่มีมานาน ทั้งญี่ปุ่นและจีนมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้งประชาคมในอาเซียนและเอเชียตะวันออก

            งานนี้ รักพี่เสียดายน้องไม่ได้ ต้องเข้าหาทั้งพี่ทั้งน้อง สร้างความปรองดองกันให้ได้