คอลัมนิสต์

ใครจะดูแลความ(ไม่)ปลอดภัย

ใครจะดูแลความ(ไม่)ปลอดภัย

04 ก.พ. 2557

ใครจะดูแลความ(ไม่)ปลอดภัย : บทบรรณาธิการประจำวันที่4ก.พ.2557

           ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยสิ้นสุดลง เชื่อว่าความรู้สึกของผู้คนทั่วไปที่มีขึ้นในก่อนหน้านี้ น่าจะปรับคลื่นมาตรงกันแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ บางกลุ่มบางพวกเชื่อว่า การเลือกตั้ง น่าจะเป็นทางออกให้แก่ประเทศ น่าจะเป็นเครื่องมือที่สันติที่สุดแล้วสำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ผู้คนในบ้านเมืองติดหล่มจมปลักมาอย่างยาวนาน ในขณะที่อีกพวกกลับเห็นว่า การเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศที่ความขัดแย้งรุนแรงน่าจะไม่ใช่คำตอบให้แก่สังคมไทยในยามนี้

           เหตุการณ์ยิงปะทะกันด้วยอาวุธสงครามที่บริเวณแยกหลักสี่ในวันก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเพียงแค่วันเดียว ได้ส่งสัญญาณความรุนแรงให้แก่ประเทศไทยอย่างชัดเจน และทำให้หลายคนคาดการณ์กันว่า ในวันถัดมาซึ่งเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปนั้น เสียงปืนน่าจะดังระงม แต่เมื่อถึงวันเลือกตั้งเหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีต่อประเทศไทย ที่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ทุกคนเลือกทำในสิ่งที่ต้องการจะทำ โดยหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการไม่ออกไปใช้สิทธิ์ ไปใช้สิทธิ์ แต่เลือกกาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือไปโหวตเลือกผู้สมัคร-พรรคที่ตนชื่นชอบ

           อย่างไรก็ตาม เหตุรุนแรงก็ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น เมื่อมีกระสุนปริศนาพุ่งจากแนวบังเกอร์บนสะพานไทย-ญี่ปุ่น ทะลุกระจกรถชาวบ้านที่ขับตามมอเตอร์ไซค์ขึ้นไป เพราะเข้าใจผิดคิดว่าสะพานเปิดทำการได้ตามปกตินั้น ได้แสดงให้เห็นว่า อันตรายยังคงมีอยู่ในเมืองหลวง เพียงแต่ยังไม่ชัดเจนว่า อันตรายที่ว่านั้นมาจากฝ่ายใด จะเป็นผู้ชุมนุม หรือฝ่ายตรงกันข้าม หรือเป็นมือที่สาม อย่างที่ใครต่อใครชอบพูดถึง และชอบจะโยนบาปให้รับ เพราะเป็นการง่ายกว่าการหาหลักฐานมาจัดการดำเนินคดีในก่อนหน้านี้

           สถานการณ์นับจากนี้ไปคงต้องเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ในส่วนของประชาชนคนทั่วไปเองก็ไม่ควรพาตัวเองไปอยู่ในจุดเสี่ยง หรือถกเถียงในประเด็นความขัดแย้งกับผู้อื่น เพราะอาจเกิดเหตุการณ์บานปลายจนกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ เพราะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความขัดแย้งได้ปกคลุมประเทศไทยเอาไว้จนมืดมิดไปหมดทุกทิศทาง และจนถึงขณะนี้ก็ยังหาทางออกจากวิกฤติของประเทศกันไม่ได้

           แต่โดยหลักแล้ว ผู้ที่จะต้องวางมาตรการในการดูแลความปลอดภัย และป้องกันเหตุร้ายนั้น ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจโดยสมบูรณ์ หรือรัฐบาลรักษาการก็ตาม จะต้องออกมาตรการในการดูแลป้องกัน ไม่ควรไปคิดว่า คนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เป็นฝ่ายตรงกันข้าม หรือคู่ขัดแย้ง ถึงแม้ว่า กลุ่มคนเหล่านั้นจะรวมตัวกันออกมาคัดค้าน หรือต่อต้านรัฐบาล เพราะเมื่อเข้ามาทำหน้าที่นี้แล้ว ต้องยอมรับภาระในการดูแลความปลอดภัย เพราะความเห็นของศาลหลายครั้งก็ยืนยันแล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 63 ว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และรัฐบาลเองก็ต้องรับประกันในความปลอดภัยของประชาชน