
การเลือกตั้ง'เวทีประลองกำลัง'
การเลือกตั้ง'เวทีประลองกำลัง' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl
ต้องยอมรับพฤติกรรมการเลือกตั้งส.ส.ทั่วไปครั้งนี้ของประชาชนเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมีประชาชนไม่ไปเลือกตั้ง และร่วมขัดขวางการเลือกตั้งอย่างเปิดเผยอย่างไม่เคยเกิดมาก่อนทำให้ "การเลือกตั้ง" ที่เคยมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นของทางออกการแก้ไขปัญหาทางการเมือง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้คงไม่ใช่อีกแล้ว
การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีความคิดและพฤติกรรมการเลือกตั้งที่ต่างกันออกไป ทั้งสนับสนุนการเลือกตั้งและคัดค้านการเลือกตั้งจนบางจุดเกิดเหตุคนสองกลุ่มปะทะกัน ทำให้ผู้อำนวยการประจำเขตเลือกตั้งต้องตัดสินใจยกเลิกการลงคะแนน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจจะรุนแรงมากขึ้น
โดยการเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่มีปัญหาจัดการเลือกตั้งมากที่สุด !
พฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนที่เปลี่ยนไป "รศ.วิทยากร เชียงกูล" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่าพฤติกรรมการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เปลี่ยนไปจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแค่ครั้งนี้เท่านั้น โดยคนที่ไม่ไปเลือกตั้งเกิดได้หลายกรณี เช่น เห็นด้วยกับแนวคิดของ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ กปปส. กลุ่มที่เบื่อการเมือง กลุ่มที่กลัวเหตุการณ์ปะทะกันของคน 2 กลุ่ม หรือเขตประกาศยกเลิกการลงคะแนนเลือกตั้ง
"รศ.วิทยากร" มองว่า ปกติแล้วการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาจะพบว่าจะมีประชาชนไม่ไปใช้สิทธิประมาณ 30% แต่เมื่อมีกระแสต่อต้านการเลือกตั้งและเหตุการณ์ปะทะกันของคนสองกลุ่มทำให้คนไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้น
จากปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้ "รศ.วิทยากร" เห็นข้อดีโดยมองว่าจะทำให้ประชาชนหันมาสนใจการเมืองไทยกันมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ หากคิดจะคอร์รัปชั่นจะต้องยกระดับการคอร์รัปชั่นให้ซับซ้อนมากขึ้น เพราะประชาชนจะติดตามและต่อต้านการคอร์รัปชั่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม "รศ.วิทยากร" ก็รู้สึกกังวลว่า การที่คนไทยอ่านหนังสือลดลงทำให้การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลในบางเรื่องถูกมองข้าม เช่นประชาชนไม่สนใจกระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ดูเหมือนเพียงแค่เกาะติดเรื่องนี้ตามกระแสเท่านั้น
ปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ "รศ.วิทยากร" มองว่า คนชนชั้นกลางหันมาสนใจและเข้าใจการเมืองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าสัดส่วนการเลือกพรรครัฐบาลจะลดลง แม้ว่าคนมีสิทธิเลือกตั้งจะเพิ่มขึ้นก็ตาม เพราะผลมาจากการบริหารงานของรัฐบาล
สำหรับมุมมองในเรื่องนี้ นักวิชาการศูนย์ยุทธศาสตร์อาเซียนศึกษาเพื่อการพัฒนา(ประเทศไทย) อย่าง "ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล" ก็มองว่า พฤติกรรมการเลือกตั้งครั้งนี้สร้างความปั่นป่วนให้แก่คนในชาติอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะแต่ละฝ่ายมีคนที่สนับสนุนและคัดค้าน ภายใต้ความเชื่อที่ว่าหากทำตามแนวคิดของฝ่ายตนจะทำให้ประเทศคลี่คลายปัญหาต่างๆ ไปได้
"ฝ่ายที่ต้องการเลือกตั้งก็จะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือหาความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตนเอง ทำให้มีกลุ่มคัดค้านไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง เพื่อให้นำผลการเลือกตั้งมาอ้างอิงความชอบธรรม จนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งของการเลือกตั้งที่เห็นกันอยู่"
"ดร.ณกมล" ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของแต่ละกลุ่มที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดจากความคิด รัก-เกลียด-กลัว-หลง โดยไม่แบ่งแยกเรื่องความรู้หรือชนชั้น ขณะที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศ แต่อีกกลุ่มมองว่าต้องปฏิรูปประเทศก่อนค่อยเลือกตั้งจึงจะเป็นทางออกของประเทศ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถให้ความมั่นใจแก่ประชาชนได้เลยว่าแนวทางไหนจะทำให้ประเทศดีขึ้น
"ขณะนี้ไม่มีแนวทางไหนให้ความมั่นใจแก่ประชาชนได้เลยว่า การเดินแนวทางไหนระหว่างเลือกตั้งก่อนกับปฏิรูปประเทศก่อนจะทำให้ประเทศดีขึ้น เมื่อไม่มั่นใจจึงเกิดภาวะประลองกำลังกันขึ้น คาดเดาตอนจบไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอึดของแต่ละฝ่าย เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สมบูรณ์หรือไม่ครบเปิดสภาไม่ได้ จะนำผลไปอ้างความชอบธรรมไม่ได้"
"ดร.ณกมล" มองว่า ขณะนี้ประชาชนอยู่ภายใต้อคติ ไม่ต้องการเหตุผล ไม่เกี่ยวกับความรู้ จึงทำไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกไม่ยึดกฎกติกา โดยลืมไปว่าการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ทุกคนทำตามบทบาทและหน้าที่ที่ถูกมอบหมายสุดท้ายประเทศชาติจะไม่เหลืออะไรเลย
............................
(หมายเหตุ : การเลือกตั้ง'เวทีประลองกำลัง' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)



